นายโจว เหวินจ้งกล่าวว่า นับตั้งแต่นายโอบามาเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อต้นปีนี้เป็นต้นมา ความสัมพันธ์สองประเทศโดยรวมแล้วมีแนวโน้มการพัฒนาที่ดี ผู้นำจีนกับสหรัฐจัดการพบปะกันครั้งแรกช่วงระหว่างการประชุมสุดยอดทางการเงินของกลุ่มจี 20 ที่กรุงลอนดอนเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยมีความเห็นพ้องต้องกันว่า จะร่วมกันใช้ความพยายามเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์จีน-สหรัฐให้มีความร่วมมือทุกด้านอย่างแข็งขันในศตวรรษที่ 21 นับเป็นกากำหนดทิศทางที่แน่ชัดสำหรับการส่งเสริมความสัมพันธ์จีน-สหรัฐในยุคสมัยใหม่ นายโจว เหวินจ้งเห็นว่า ช่วงระหว่างการเยือนจีนของนายโอบามาในครั้งนี้ ผู้นำสองประเทศจะกำหนดเนื้อหาที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นสำหรับความสัมพันธ์ที่ได้รับการนิยามใหม่ดังกล่าว
"คราวนี้นายโอบามาไปเยือนจีน ผู้นำสองประเทศจะเจรจากันเกี่ยวกับทำอย่างไรจึงจะสามารถผลักดันความสัมพันธ์จีน-สหรัฐที่ร่วมมือกันอย่างแข็งขันในทั่วทุกด้านให้คืบหน้าต่อไป โดยจะมีการกำหนดเนื้อหาทางยุทธศาสตร์ใหม่ๆ ในความสัมพันธ์นี้ ซึ่งก็คือ จะกำหนดทิศทางและแผนการให้แก่ความร่วมมือในทุกๆ ด้าน"
การเยือนจีนของนายโอบามาในครั้งนี้จะเป็นการพบปะกันครั้งที่ 3 ระหว่างผู้นำสองประเทศ ต่อจากที่การประชุมสุดยอดทางการเงินของกลุ่มจี 20 ลอนดอนเมื่อเดือนเมษายน และการประชุมสุดยอดสมัชชาสหประชาชาติกับการประชุมสุดยอดทางการเงินที่พิตส์เบิร์กเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาในรอบปีนี้ นายโจว เหวินจ้งกล่าวว่า ผู้นำชั้นสูงของสองประเทศแลกเปลี่ยนการเยือนบ่อยครั้งเช่นนี้ในช่วงปีแรกของรัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐนั้น นับเป็นสิ่งที่หาพบได้น้อยในประวัติการไปมาหาสู่กันของสองประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงระดับความแน่นแฟ้นของการไปมาหาสู่กันแบบทวิภาคีระหว่างจีน-สหรัฐ
"ปัจจุบันกล่าวได้ว่าไม่มีแวดวงใดที่จีนกับสหรัฐจะไม่เจรจากัน และไม่มีแวดวงใดที่จีนกับสหรัฐจะไม่หารือว่าจะร่วมมือกันอย่างไร สาเหตุก็เพราะว่าสองฝ่ายมีผลประโยชน์ร่วมกันมากขึ้นทุกวัน"
ข่าวแจ้งว่า กำหนดการเยือนจีนของนายโอบามาในครั้งนี้ นอกจากจะพบปะกับผู้นำจีนแล้ว ยังจะแลกเปลี่ยนกับประชาชนจีนอีกด้วย สำหรับการณ์นี้ เอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐเห็นว่า การติดต่อกันระหว่างสองประเทศอยู่ที่ความสนิทสนมกันระหว่างประชาชนสองประเทศ พื้นฐานของความสัมพันธ์จีน-สหรัฐอยู่ที่มิตรภาพระหว่างประชาชนสองประเทศ ฉะนั้น การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมจึงเป็นประเด็นที่ต้องหยิบยกขึ้นมาพูดในระหว่างการเยือนครั้งนี้
"การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมเป็นประเด็นที่จะพูดถึงแน่นอนในระหว่างการเยือนครั้งนี้ เมื่อสองฝ่ายมีการติดต่อกันมากขึ้น การไปมาหาสู่กันทางบุคคลและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างสองฝ่ายก็จะมีการเพิ่มขึ้นเช่นกัน ตัวอย่างที่โดดเด่นมากตัวหนึ่งก็คือ การเรียนการสอนภาษาจีน ขณะนี้ สหรัฐเห็นความสำคัญของการเรียนการสอนภาษาจีนอย่างยิ่ง ที่สหรัฐ มีการเปิดสถาบันขงจื่อไปแล้ว 60 แห่ง และห้องเรียนขงสื่ออีก 24 แห่ง ข้าพเจ้าคิดว่า เมื่อการเรียนการสอนภาษาจีนมีความนิยมมากขึ้นในสหรัฐ ชาวอเมริกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนนักศึกษาวัยหนุ่มสาวก็จะมีการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับจีนมากขึ้นเช่นกัน"

















