“ชายพิการแต่อุดมการณ์ไม่พิการ”ผู้นำชาวบ้านพ้นความยากจน

2020-09-17 09:38:26 | CMG
Share with:

“ชายพิการแต่อุดมการณ์ไม่พิการ” ผู้นำชาวบ้านพ้นความยากจน_fororder_李健图片

ปี 2020 เป็นปีสุดท้ายที่จีนจะบรรลุเป้าหมายการขจัดความยากจนทั่วประเทศ มีเรื่องราวน่าประทับใจและซาบซึ้งใจเกิดขึ้นในท้องที่ต่าง ๆ ของจีน นายหลี่ เจี้ยน เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำหมู่บ้านฟู่โหลว ตำบลปู้เจียง เมืองถงป่าย มณฑลเหอหนาน เป็นหนึ่งในบุคคลโดดเด่นด้านการขจัดความยากจน เพราะเขาเป็น "ผู้พิการทางร่างกายแต่อุดมการณ์ไม่พิการ"

เมื่อทศวรรษ 1990 แห่งศตวรรษที่ 20 หลี่ เจี้ยนเป็นผู้สร้างรายได้เก่งในหมู่บ้าน เขาทำเงินได้มากกว่า 200,000 หยวน จากการปลูกองุ่นและเห็ดหูหนูดำ ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นคนแรกที่มีบ้านสองชั้นในหมู่บ้าน หลังทำงานเป็นช่างไฟฟ้า เขามักช่วยจ่ายค่าไฟแก่คนชราที่เป็นม่ายและอาศัยอยู่เพียงลำพัง ชาวบ้านต่างชื่นชมเขาอย่างสม่ำเสมอว่า หลี่ เจี้ยนเป็นคนฉลาด  กล้าทำทุกอย่าง มีน้ำใจ แถมชอบช่วยเหลือผู้อื่น

เมื่อ 9 ปีก่อน เขาถูกไฟฟ้าช็อกโดยไม่ตั้งใจ ทำให้ต้องสูญเสียแขนขวาและขาซ้ายพิการ ขณะที่บ้านที่เคยมีกินมีใช้ก็ค่อย ๆ ยากจนลง  หลี่ เจี้ยน เคยรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคนไร้ประโยชน์และเก็บตัวอยู่แต่บ้านทั้งวัน

ปี 2013 ช่วงที่หลี่ เจี้ยนกำลังพยายามฟื้นฟูร่างกายอยู่ที่บ้าน  นายสี จิ้นผิง เลขาธิการใหญ่ คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน  ได้เสนอ "การขจัดความยากจนอย่างตรงจุด" และทำให้ทั่วประเทศจีนเข้าสู่ช่วงที่ต้องพยายามต่อสู้กับความยากจน

เมื่อต้นปี 2014 หลี่ เจี้ยนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นครัวเรือนยากจน นายหวัง ซือตง กำนันตำบลปู้เจียงในขณะนั้น เข้ามาสู่ชีวิตของหลี่  เจี้ยนในฐานะเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือประจำ เขาเล่าว่า “ตอนที่ผมพบกับหลี่ เจี้ยนครั้งแรก เขารู้สึกหดหู่ใจมาก” หวัง ซือตงเข้าใจอารมณ์ของหลี่  เจี้ยน นอกจากจะช่วยหลี่ เจี้ยนดำเนินตามนโยบายขจัดความยากจนต่าง ๆ แล้ว เขายังไปคุยกับหลี่ เจี้ยนบ่อยครั้ง พร้อมสนับสนุนเขาให้ทำงานที่สามารถทำได้

หลี่ เจี้ยนค่อย ๆ เข้าใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ไม่สามารถย้อนไปกลับได้ แต่อนาคตยังสามารถกำหนดด้วยมือของเราเองได้ เขาบอกว่า "แม้ร่างกายจะพิการ แต่อุดมการณ์ไม่สามารถพิการได้!"

ในตอนนั้น ยอดขายหอมใหญ่ของจีนดีมาก หลี่ เจี้ยนซึ่งมีทักษะในการประกอบธุรกิจและมีความอ่อนไหวกับตัวเลขเป็นพิเศษ บอกว่า  “พื้นที่หนึ่งโหม่ว( ราว 0.4 ไร่)ผลิตหอมใหญ่ได้ 10,000 ชั่ง และ 1 ชั่งสามารถขายได้ถึง  1.2 หยวน หลังจากหักลบต้นทุนแล้ว ที่ดิน 1 โหม่วสามารถทำกำไรสุทธิได้  5,000 - 8,000 หยวน ผมคิดว่านี่เป็นธุรกิจที่ดี” จากนั้นหลี่ เจี้ยนจึงยืมเงินจากญาติและเพื่อนจำนวน 300,000 หยวน เพื่อเช่าพื้นที่เพาะปลูกกว่า 120 โหม่ว เพื่อปลูกต้นหอมใหญ่”

สภาพตอนนั้น เขาต้องลากขาซ้ายที่ยังไม่ฟื้นกลับมาแข็งแรง ออกไปทำงานในไร่หอมใหญ่คนแรกทุกวันและไม่ยอมกลับบ้านจนกว่าคนงานจะออกไปตอนกลางคืน การทำงานหนักเป็นเวลานานทำให้ขาซ้ายของเขาเกือบรับไม่ไหว

อย่างไรก็ตาม ชีวิตคนเรามีขึ้นก็มีลง ปี 2014 ตลาดหอมใหญ่ราคาไม่ดี หลี่ เจี้ยนขายหอมใหญ่ได้เพียง 8 ถึง 9 หมื่นหยวนเท่านั้น ส่วนหอมใหญ่ที่เหลืออยู่อีกหลายสิบโหม่วก็ต้องถูกทำลายไปเพราะขายไม่ออก โดยเสียเงินไป 250,000 หยวน

ไม่เพียงเท่านั้น ปลายปี 2014 พ่อของเขาถูกจักรยานไฟฟ้าชนจนขาหัก ไม่นานแม่ของเขาก็หัวใจวายและเสียชีวิตลงหลังจากถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลได้หนึ่งวัน ปีถัดมา ภรรยาของเขาป่วยเป็นอัมพาตเนื่องจากเลือดออกในสมอง “ตอนนั้น ผมได้แต่หลั่งน้ำตาทุกวัน” เมื่อนึกถึงวันที่ยากลำบาก หลี่ เจี้ยนไม่สามารถหยุดถอนหายใจได้                         

หวัง ซือตง กังวลว่า หลี่เจี้ยนจะไม่มีวันฟื้นจากนั้นแล้ว เขาจึงไปเยี่ยมบ่อยขึ้น พร้อมกับช่วยกันวิเคราะห์เพื่อหาตลาดใหม่ ด้วยกำลังใจและความช่วยเหลือจากนายหวัง หลี่ เจี้ยนจึงเดินทางไปยังเมืองต่าง ๆ  กว่าสิบแห่งทั้งในและนอกมณฑล เพื่อตรวจสอบสภาพตลาดหอมใหญ่  พร้อมกับมั่นใจว่าเขาจะทำเงินได้อีกครั้งในปีหน้า อย่างไรก็ตาม ญาติของเขากลับไม่สนับสนุนให้ปลูกหอมใหญ่อีกต่อไปและไม่เต็มใจให้เขายืมเงินด้วย มิหนำซ้ำบางคนยังกลับบอกให้เขาไปเป็นขอทานในเมืองจะดีกว่า

หลี่ เจี้ยน บอกว่า "คนที่มีความทะเยอทะยานน้อยที่สุดในชนบทจึงไปเป็นขอทาน พวกเขาถือว่าผมเป็นคนพิการ ยิ่งพวกเขาคิดแบบนั้น  ผมยิ่งต้องทำอะไรบางอย่างจนสำเร็จ"

ไม่มีทางย้อนอดีตได้ ดังนั้น จึงต้องลุยไปข้างหน้า หลี่ เจี้ยนตัดสินใจลองใหม่อีกครั้ง ปลูกหัวหอม 60 โหม่ว พื้นที่ส่วนที่เหลือปลูกข้าวโพด ข้าวและกล้าไม้ เนื่องจากไม่มีเงิน เมล็ดพันธุ์ และปุ๋ย เขาจึงขอมาแบบติดหนี้ไว้ก่อน

หลี่ เจี้ยนใช้ความพยายามมากขึ้นติดต่อกับพ่อค้าในตลาดค้าส่งผักทั้งในและนอกมณฑลล่วงหน้า จนปัญหาการจัดจำหน่ายได้รับการแก้ไข ต่อมาในปี 2016 หอมใหญ่ขายได้มากกว่า 700,000 หยวน  หลังหักต้นทุนและชำระหนี้แล้ว ในที่สุดเขาก็ทำกำไรสุทธิได้ 130,000  หยวน ปีนั้นเอง หลี่ เจี้ยนจึงพ้นออกจากความยากจนอย่างราบรื่น

มีคนขอคำแนะนำจากหลี่ เจี้ยนเพื่อให้รวยขึ้น แต่เขากลับบอกไปว่า "มีอาวุธวิเศษที่ไหนหละ คนเรานะ ต้องยอมทำงานหนัก อย่าคิดหนักไปที่บ้านอย่างเดียว"

สำหรับหลี่ เจี้ยนแล้ว เขาสรุป "โชคชะตา" ตัวเองว่า "ไม่มีทางราบเรียบในชีวิต การขึ้นลงเป็นเรื่องปกติ อุปสรรคคล้ายกับว่าถ้าก้าวข้ามแม่น้ำก็ยังมีภูเขา"

ปี 2018 สาขาพรรคฯ ในหมู่บ้านฟู่โหลว เปลี่ยนชุดทีมบริหารพรรคฯ บางคนในหมู่บ้านเห็นถึงความสามารถของหลี่ เจี้ยน ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคอยู่แล้ว พร้อมบอกว่า เขาทำงานเก่ง อดทน และมีเกียรติประวัติสูง จึงแนะนำว่า เขาสามารถลงสมัครรับตำแหน่งเลขาธิการพรรคประจำหมู่บ้านได้

ส่วนหลี่ เจี้ยนนั้นก็เกิดความกังวลลังเลว่า "ประการแรก ผมเป็นคนพิการ ไม่มีประสบการณ์ และผมกลัวว่าจะทำได้ไม่ดี ประการที่สอง  ผมกลัวว่าพลังงานของผมมีจำกัดและครอบครัวของผมจะได้รับผลกระทบไปด้วย "

หวัง ซือตงช่วยกำจัดความกังวลของเขา พร้อมกับบอกว่า “คนพิการไม่ได้หมายความว่าไม่มีความสามารถ หากไม่มีประสบการณ์ในการทำงาน คุณก็เรียนรู้ได้ นอกจากนี้ การเป็นเลขาธิการพรรคฯ ประจำหมู่บ้านไม่ได้ทำงานอยู่คนเดียวแต่มีทีมงานร่วมต่อสู้ด้วย”

หลี่ เจี้ยน กล่าวว่า "เนื่องจากทุกคนเชื่อว่าผมทำได้ และผมเป็นคนที่คล้ายกับได้ชีวิตมาใหม่ คงไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว" วันที่ 21 เมษายน ปี ค.ศ. 2018 หลี่ เจี้ยนได้รับเลือกเป็นเลขาธิการพรรคฯ ประจำหมู่บ้านด้วยคะแนนเสียงส่วนใหญ่ เขาจึงกลายเป็นผู้นำครัวเรือนยากจนหลายร้อยหลัง พร้อมด้วยความตั้งใจให้หลุดพ้นจากความยากจน

อย่างไรก็ตาม เขากลับพบว่า การจัดการบ้านเป็นเรื่องง่าย แต่การจัดการหมู่บ้านไม่ใช่เรื่องง่าย การบริหารหมู่บ้าน ต้องรวมใจให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันก่อน หากคุณต้องการรวบรวมใจคน ความยุติธรรมคือตัวประสานที่ดีที่สุด

หมู่บ้านแห่งนี้เดิมมี 99 ครัวเรือน ชาวบ้านจำนวน 102 คนเป็นประชากรยากจนที่ได้รับเบี้ยยังชีพช่วยเหลือ หลายคนกินเงินส่วนนี้เพราะมีสายในหมู่บ้าน สร้างความไม่พอใจแก่ชาวบ้านไม่น้อย หลี่ เจี้ยนจึงยกเลิกเบี้ยยังชีพส่วนนี้ พร้อมกับเริ่มประเมินใหม่อย่างเข้มงวด ในที่สุดมีเพียง 21 ครัวเรือน รวม 23 คนเท่านั้น ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน

ตามเกณฑ์ของรัฐบาล น้องชายของหลี่ เจี้ยน ซึ่งมีความบกพร่องทางสติปัญญา ควรได้รับเบี้ยเลี้ยงพิเศษด้วย แต่เขากล่าวว่า “น้องชายผมอาศัยอยู่กับผมมาตลอด ผมสามารถดูแลเขาได้ แม้ผมจะมีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไข แต่ผมก็ไม่สามารถรับเบี้ยเลี้ยงประชากรยากจนได้!” การปฏิบัติตัวเช่นนี้ของหลี่ เจี้ยน ทำให้ชาวบ้านชื่นชมและเคารพเขายิ่งขึ้น

หลังรวมคนเป็นหนึ่งเดียว พลังนี้สามารถใช้สร้างความร่ำรวยได้  ครั้งแรกเขานำครัวเรือนยากจนเพียงไม่กี่ครอบครัวทดลองปลูกเห็ดด้วยกัน โดยสร้างโรงเรือนรวม 33 หลัง การเก็บค่าเช่าโรงเรือนช่วยเพิ่มรายได้โดยรวม

ต่อมา หลี่ เจี้ยนนำชาวบ้านปลูกสาลี่สีทอง แถมด้วยรากบัว  ทับทิมเมล็ดอ่อน และอุตสาหกรรมเกษตรอื่น ๆ

หลี่ เจี้ยนเชิญผู้มีความสามารถทุกคนที่ออกไปจากหมู่บ้านให้กลับมาเริ่มทำธุรกิจใหม่ ภายในหนึ่งปี พวกเขาเปิดบริษัทเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ ยังสร้างฟาร์มไก่บ้านใต้ต้นไม้  นอกจากนี้ เขายังออกไปหาตลาด ฟื้นฟูการทำงานของโรงงานที่ใกล้ล้มละลาย และสามารถแก้ไขปัญหาโอกาสการทำงานให้กับประชากรในหมู่บ้านเกือบร้อยคน

หลิว อิ๋งชางหนึ่งในประชากรยากจน วัย 49 ปี บอกว่า “แขนของหลี่ เจี้ยนหายไปเหลืออยู่ข้างเดียว แต่เขายังทำงานทุกวันไม่กลัวว่าจะเหนื่อย ตราบใดที่เราทำตาม เราก็จะค่อย ๆ ร่ำรวยขึ้นได้!”

ตั้งแต่หลี่ เจี้ยนเป็นเลขาธิการพรรคฯ ประจำหมู่บ้าน ประชาชน  45 คน จาก 32 ครัวเรือนในหมู่บ้าน หลุดพ้นจากความยากจน จนถึงปลายปี 2019 รายได้รวมทางเศรษฐกิจของหมู่บ้านแห่งนี้สูงถึง  468,500 หยวน

วันที่ 16 พฤษภาคม ปี 2019 หลี่ เจี้ยนได้รับรางวัลกิตติมศักดิ์ "บุคคลดีเด่นเพื่อการพัฒนาตนเองแห่งชาติ" ในงานเชิดชูเกียรติบุคคลดีเด่นในการพัฒนาตัวเองและบุคคลดีเด่นในการช่วยเหลือคนพิการทั่วประเทศจีน ครั้งที่ 6

Tim/lei/Lu

  • เสียงข่าวประจำวัน (14-06-2567)

  • สานสัมพันธ์ไทย-จีน (14-06-2567)

  • เสียงคุยกันวันละประเด็น (14-06-2567)

  • เสียงข่าวประจำวัน (13-06-2567)

  • สานสัมพันธ์ไทย-จีน (13-06-2567)

陆永江