
ในยามที่ราชวงศ์หมิงเสื่อมทรามลงเรื่อยๆ ชนเผ่าแมนจูที่อยู่ทาง
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอาณาจักรแห่งราชวงศ์หมิงกำลังเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถพิชิตดินแดนภาคเหนือของราชวงศ์หมิงได้ แล้วสถาปนาอาณาจักรของตนขึ้น เรียกว่า “จิน”
“จักรพรรดิฉงเจิง” เป็นจักรพรรดิองค์ที่ 16 และก็เป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์หมิง พระองค์พยายามที่จะกอบกู้สถานการณ์ให้ดีขึ้น แต่ราชวงศ์หมิงในตอนนั้นได้เสื่อมทรามถึงขั้นที่ยากจะกอบกู้ขึ้นมาอีกแล้ว
ในปี ค.ศ.1627 เกิดทุพภิกขภัยร้ายแรงในหลายพื้นที่ ที่ดินสำหรับทำไร่ไถนาไม่อาจผลิตข้าวได้เลย แต่เจ้าหน้าที่ยังคงรีดภาษีและค่าเช่าที่ดินจากชาวนาอย่างหนัก ทำให้ชาวนาที่กำลังอดตายในหลายพื้นที่ต้องลุกฮือขึ้นจับอาวุธต่อต้านรัฐบาล
ผู้นำกบฏชาวนาคนสำคัญในยุคนี้คือ “หลี่ จื้อเฉิง” เขาเป็นชาวมณฑลส่านซี เคยเป็นลูกจ้างอยู่ในร้านขายเหล้า และเคยฝึกงานกับช่างตีเหล็ก มีความสามารถในการขี่ม้า และยิงเกาทัณฑ์ หลังเกิดกบฏชาวนา หลี่ จื้อเฉิงได้นำกองทัพชาวนาเข้าโจมตีและยึดเมืองลั่วหยางไว้ได้ แล้วนำข้าวและทรัพย์สินจำนวนมากในคลังรัฐบาลมาแจกจ่ายให้แก่บรรดาคนจน หลังจากนั้นไม่นาน กองทัพของหลี่ จื้อเฉิงซึ่งมีกำลังทั้งสิ้นหลายหมื่นคน มีทั้งทหารม้าและทหารราบก็รุดหน้าไปยังปักกิ่ง ระหว่างทาง แทบจะไม่ได้รับการต่อต้านจากกำลังทหารของรัฐบาล เมื่อกองทัพของ หลี่ จื้อเฉิงถึงชานเมืองปักกิ่ง จักรพรรดิฉงเจิงก็ทรงเรียกให้ขุนนางระดับสูงมาเข้าเฝ้าเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นเสด็จกลับวัง รับสั่งให้โอรสหลายองค์รีบหนีไปหาที่ปลอดภัยซ่อนไว้ แล้วหันมารับสั่งกับมเหสีว่า รัชกาลของเราสิ้นสุดแล้ว จากนั้น จักรพรรดิฉงเจิงโบกพระหัตถ์ให้พระมเหสีและสนมไปหาที่ปลอดภัยหลบซ่อน แต่พระมเหสีเสด็จเข้าห้องข้างในไปเงียบๆ แล้วผูกพระศอสิ้นพระชนม์ ส่วนจักรพรรดิฉงเจิงเสด็จลงไปที่สวนในวัง ขึ้นไปบนเนินเขาเล็กๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งทุกวันนี้เรียกว่า เนินเขา “จิ่งซัน” แล้วทรงผูกพระศอกับกิ่งไม้จนสิ้นพระชนม์

วันรุ่งขึ้น ขันทีที่ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่ป้องกันตัวเมืองก็เปิดประตูเมืองให้กองทัพกบฏเข้ามาได้โดยสะดวก กำลังทหารของหลี่ จื้อเฉิง ไม่ได้พบการต่อต้านอย่างจริงจังแม้แต่น้อย
เมื่อยึดครองปักกิ่งได้แล้ว ในส่วนตัวหลี่จื้อเฉิงเองก็มุ่งมั่นที่จะขึ้นครองราชบัลลังก์ ผู้คนจำนวนมากในขณะนั้นก็คาดกันว่า จะเป็นเช่นนั้น แต่แล้วในชั่วเวลาไม่กี่ปี กองทัพของหลี่ จื้อเฉิงก็อันตรธานไปสิ้น สาเหตุสำคัญในความล้มเหลวของกองทัพหลี่ จื้อเฉิงน่าจะได้แก่การไม่รักษาค่ำมั่นสัญญาต่างๆ ที่เคยให้ไว้แก่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยกเว้นการเก็บภาษี หรือการได้เป็นเจ้าของที่ดินโดยเท่าเทียมกัน นอกจากนี้ หลี่ จื้อเฉิงยังไม่สามารถควบคุมทหารของตนให้อยู่ในระเบียบวินัยหลังเข้ายึดครองปักกิ่ง ปรากฏว่า ทหารกบฏส่วนใหญ่ออกอาละวาดปล้นฆ่าชาวบ้านทั่วไปในกรุงปักกิ่ง แล้วขนทรัพย์สินและสิ่งของมีค่าไป มีคนไม่น้อยที่หวังว่า หลี่ จื้อเฉิงจะอาศัยความร่วมมือจากขุนนางราชสำนักหมิง และเจ้าที่ดินที่ยังมีอิทธิพลอยู่มาก แต่การณ์กลับตรงกันข้าม กองทัพของหลี่ จื้อเฉิงกระทำทารุณขุนนางเก่าถึงฆ่าเสีย ขุนนางชั้นผู้ใหญ่หลายต่อหลายคนในปักกิ่งถึงกับฆ่าตัวตาย เพราะไม่อาจตอบสนองความเรียกร้องต้องการของทหารกบฏที่ถือว่าตนอยู่ในฐานะผู้พิชิตได้ โดยแม่ทัพนายกองที่รองลงมาจากหลี่ จื้อเฉิงเรียกร้องทั้งเงินและผู้หญิง ผู้บังคับบัญชาระดับล่างก็เข้ายึดวังของเจ้าแห่งราชวงศ์หมิง แล้วใช้ชีวิตด้วยความสำเริงสำราญ ส่วนพวกทหาร ก็ออกตระเวนไปตามถนนสายต่างๆ ฉกฉวยของมีค่าตามบ้านของชาวบ้าน พฤติการณ์เหล่านี้ตรงกันข้ามกับความประพฤติของกองทัพหลี่ จื้อเฉิงในระยะต้นโดยสิ้นเชิง
ความประพฤติต่างๆของกองทัพกบฏดังกล่าวนี้ทำให้ “อู๋ ซานกุ้ย” นายทหารชั้นผู้ใหญ่คนสำคัญของราชวงศ์หมิง ที่ขณะนั้นประจำการอยู่ในด่านซานไห่กวน เลือกร่วมมือกับกองทัพชนเผ่าแมนจูที่มีความเข้มแข็งเกรียงไกร สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้อู๋ซานกุ้ยตัดสินใจดังกล่าวคือ กองทัพชนเผ่าแมนจูให้เกียรติทั้งขุนนางและนายทหารแห่งราชวงศ์หมิงที่ยอมสวามิภักดิ์ โดยแต่งตั้งให้ขุนนางและนายทหารเหล่านี้มียศและตำแหน่งที่ไม่ต่ำกว่าเดิม
เมื่ออู๋ซานกุ้ยติดต่อกับกองทัพชนเผ่าแมนจูโดยตกลงที่จะร่วมมือกันในการปราบกองทัพของหลี่จื้อเฉิงนั้น หลี่จื้อเฉิงเองยังไม่รู้เรื่องเลย จึงเร่งนำทัพตรงไปยังด่านซานไห่กวน เพื่อบีบบังคับให้อู๋ซานกุ้ยยอมจำนน เมื่อกองทัพหลี่จื้อเฉิงสู้รบกับกองทัพอู๋ซานกุ้ยอย่างดุเดือด กองทัพชนเผ่าแมนจูที่ตั้งมั่นอยู่ในพื้นที่ทางด้านเหนือของด่านซานไห่กวนก็ได้รุกลงมาทางใต้ แล้วเข้าโจมตีกองทัพหลี่ จื้อเฉิงที่กำลังสู้รบกับกองทัพอู๋ซานกุ้ยอยู่ ทำให้กองทัพหลี่จื้อเฉิงต้องรีบถอยกลับปักกิ่ง โดยมีกองทัพของอู๋ซานกุ้ยรุกไล่ตามมา ทำให้ขวัญกำลังใจของทหาร หลี่ จื้อเฉิงเสื่อมทรามลงอย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่มีการประกอบพิธีสถาปนาแม่ทัพหลี่ จื้อเฉิงขึ้นเป็นจักรพรรดิอย่างเป็นทางการในกรุงปักกิ่ง และหลังจากนั้นเพียงวันเดียว หลี่ จื้อเฉิงพร้อมด้วยแม่ทัพนาย กองของตนก็รีบถอยหนีออกจากกรุงปักกิ่ง พร้อมด้วยทรัพย์สินและของมีค่ามากมาย กองทัพของหลี่ จื้อเฉิงออกเดินทางไปทางตะวันตก ต่อมาอีกไม่กี่วัน กองทัพชนเผ่าแมนจูและกองทัพของอู๋ ซานกุ้ยก็เคลื่อนเข้าปักกิ่ง จักรพรรดิของชนเผ่าแมนจูที่ยังเยาว์วัยก็ได้ขึ้นครองราชย์ ณ วังหลวงกู้กง โดยมีชื่อรัชกาลว่า “ซุ่นจื้อ” นับเป็นปฐมจักรพรรดิราชวงศ์ชิง ที่ได้ครองราชสมบัติอาณาจักรจีน สืบต่อกันไปสิบรัชกาลจึงสิ้นสุด

แม้ว่าจักรพรรดิฉงเจิงแห่งราชวงศ์หมิงจะสิ้นพระชนม์ด้วยความสมัครพระทัย และจักรพรรดิซุ่นจื้อแห่งราชวงศ์ชิงจะได้ขึ้นครองราชย์ในกรุงปักกิ่งเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การต่อต้านทหารของราชวงศ์ชิงเพื่อกอบกู้ราชวงศ์หมิงจะยุติลงโดยสิ้นเชิง ถึงอย่างไร เจ้าราชวงศ์หมิงก็ยังมีอีกมาก เมื่อตอนที่หลี่ จื้อเฉิงผู้นำกบฏชาวนายกทัพมุ่งมาพิชิตปักกิ่ง บรรดาเจ้าแห่งราชวงศ์หมิงพากันอพยพหลบหนีออกจากปักกิ่งไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ และครอบครองพื้นที่กว้างขวางมากในอาณาจักร ความสำคัญของราชวงศ์หมิงในฐานะที่ได้ปกครองอาณาจักรสืบต่อกันมาถึงกว่าสองศตวรรษจึงไม่ใช่จะลบล้างได้ง่ายๆ ด้วยการพิชิตกรุงปักกิ่ง
หลังทหารชนเผ่าแมนจูเข้ายึดครองกรุงปักกิ่ง ราชวงศ์ชิงได้ประกาศว่า ตนเข้ามาช่วยปราบกบฏ ขณะเดียวกัน ก็ได้ประกอบพิธีฝังพระศพจักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์หมิงที่ได้ปลงพระชนม์ชีพองค์เอง จากนั้น ก็ได้ส่งกองทัพไปพิชิตกองทัพของหลี่ จื้อเฉิงโดยไม่ชักช้า ด้านหลี่ จื้อเฉิงได้นำทัพของตนมุ่งหน้าไปทางตะวันตกโดยไปตั้งมั่นที่เมืองซีอันในมณฑลส่านซี ซึ่งเป็นฐานที่มั่นแห่งแรกของตนในการก่อกบฏขึ้น กองทัพของราชวงศ์ชิงจึงตั้งมั่นในมณฑลซานซี จากนั้น แยกกำลังรบของตนออกเป็นสองส่วน แล้วรุกกระหนาบเข้าพิชิตเมืองซีอันเป็นรูปปากคีบ กำลังทหารของหลี่ จื้อเฉิงร่อยหรอลงทุกที และก็ไม่มีขวัญกำลังใจที่จะสู้รบกับทหารราชวงศ์ชิงด้วย ในที่สุด หลี่ จื้อเฉิงก็ต้องรวบรวมกำลังทหารที่ยังเหลืออยู่หนีไปตามแม่น้ำฮั่นสุ่ย ระหว่างทาง หลี่ จื้อเฉิงถูกฆ่าตาย จะโดยทหารราชวงศ์ชิงหรือชาวนา ไม่เป็นที่ทราบกันแน่ชัด
(YIM/cai)


