"ข้าพเจ้าจะเอาใจใส่มหาวิทยาลัยอาชีวศึกษาหมิ่นเจียงดั่งเคยต่อไป"- เส้นทางสี จิ้นผิง (69)

2024-01-10 11:21:32 | CMG
Share with:

หลังเทศกาลตรุษจีน การปรับปรุงแก้ไขด้านต่างๆเพื่อรองรับการตรวจสอบและการรับรองผล "การปรับปรุงแก้ไข" ก็เร่งดำเนินการเร็วยิ่งขึ้น ปี ค.ศ. 1991 ได้มีการออก"แผนพัฒนามหาวิทยาลัยอาชีวศึกษาหมิ่นเจียง ค.ศ. 1992-1995" และ "ข้อเสนอแนะหลายประการเกี่ยวกับการปฏิรูปและพัฒนามหาวิทยาลัยอาชีวศึกษาหมิ่นเจียง"  ตามแผนที่วางไว้พื้นที่วิทยาเขตจะขยายให้ถึง 100 โหม่วหรือ 40ไร่(1 ไร่เท่ากับ 2.4 โหม่ว)ในปี ค.ศ. 1995 และ 200 โหม่ว(80 ไร่)ในปี ค.ศ. 2000

การปรับแผนการจัดการเรียนการสอนวิชาบังคับก็ได้เดินหน้าอย่างทันท่วงที บนพื้นฐานของคณะสาขาวิชาต่างๆที่มีอยู่แล้ว มหาวิทยาลัยอาชีวศึกษาหมิ่นเจียงได้เปิดคณะ/สาขาวิชาใหม่ เช่น สาขาวิชาการท่องเที่ยว ภาษาและวรรณคดีต่างประเทศ  สังคมสงเคราะห์ ฯลฯ ตามความต้องการในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของเมืองฝูโจว

วันที่ 28 กันยายน ค.ศ.1991 มหาวิทยาลัยอาชีวศึกษาหมิ่นเจียงได้ผ่านการตรวจสอบและการรับรองจากคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นการคลี่คลายปัจจัยที่ยับยั้งการพัฒนามหาวิทยาลัยด้วยความสำเร็จ

นายสี จิ้นผิงชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มหาวิทยาลัยอาชีวศึกษาหมิ่นเจียงเป็นสถาบันอาชีวศึกษา ธรรมชาติของสถาบันเองเป็นตัวกำหนดว่าควรมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างการฝึกอบรมทักษะและการปลูกฝังความสามารถในการปฏิบัติ  เพื่อปลูกฝังนักเรียนทุกคนให้เป็นบุคลากรที่มีความสามารถหลายด้านและใช้ความรู้ ทักษะที่เล่าเรียนมาปฏิบัติหน้าที่การงานได้อย่างเชี่ยวชาญ จำเป็นต้องมีการหลอมรวมกับกรรมกรและเกษตรกรซึ่งถือเป็นวิธีเดียวที่ปัญญาชนจะได้เติบโตกลายเป็นบุคลากรผู้มากความสามารถได้

ด้วยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยอาชีวศึกษาหมิ่นเจียงจึงได้จัดตั้งฐานปฏิบัติการทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย โดยนักศึกษาสามารถเลือกหน่วยงานสำหรับฝึกปฏิบัติงานให้ตรงตามสาขาวิชาเอก รวมถึงสำรวจความต้องการของสังคม ประกอบการจัดแผนการเรียนการสอน การฝึกภาคปฏิบัติคิดเป็น 1 ใน 3 ของชั่วโมงเรียนทั้งหมด

มหาวิทยาลัยอาชีวศึกษาหมิ่นเจียงยังร่วมมือกับหลายหน่วยงานในการจัดการเรียนการสอนด้วย เช่น เปิดหลักสูตรสาขาวิชาเอกวารสารศาสตร์ร่วมกับ “หนังสือพิมพ์ข่าวค่ำฝูโจว”  เปิดหลักสูตรสาขาวิชานิติศาสตร์ร่วมกับศาลประชาชนกลางฝูโจว และเปิดหลักสูตรสาขาวิชาเอกการบริหารจัดการที่ดินร่วมกับกรมบริหารจัดการที่ดินเมืองฝูโจว......ผู้สำเร็จการศึกษาจำนวนมากกลายเป็นกระดูกสันหลังของทุกสาขาอาชีพ

คำบรรยายภาพ : ภาพมุมสูง มหาวิทยาลัยหมิ่นเจียง (ภาพจากหนังสือพิมพ์ฝูเจี้ยนเดลี่)

ตามสถิติ นักศึกษาจำนวน 1,074 คนจากมหาวิทยาลัยอาชีวศึกษาหมิ่นเจียงได้รับใบรับรองสำเร็จการศึกษาที่ลงนามโดยอธิการบดีสี จิ้นผิง

เช้าวันที่ 3 เมษายน ค.ศ.1996 นายสี จิ้นผิงซึ่งกำลังจะพ้นจากตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยอาชีวศึกษาหมิ่นเจียง ได้เน้นย้ำอีกครั้งในที่ประชุมของมหาวิทยาลัยว่า การจัดทำหลักสูตรควรปรับให้เข้ากับความต้องการของสังคม ขาดแคลนบุคลกรแบบไหนก็ผลิตบุคลากรแบบนั้น “นี่จะบ่งบอกถึงความมีชีวิตชีวาของมหาวิทยาลัยอาชีวศึกษาในท้องถิ่น”

สองเดือนต่อมา นายสี จิ้นผิงได้เขียนจดหมายถึงอาจารย์และนักศึกษาทุกคนของมหาวิทยาลัยอาชีวศึกษาว่า ข้าพเจ้าจะเอาใจใส่มหาวิทยาลัยอาชีวศึกษาหมิ่นเจียงดั่งเคยต่อไป รักมหาวิทยาลัยอาชีวศึกษาหมิ่นเจียง และจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อการพัฒนามหาวิทยาลัยอาชีวศึกษาหมิ่นเจียง

ปี ค.ศ. 2002 วิทยาลัยครูฝูโจวซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1958 ได้ควบรวมกับมหาวิทยาลัยอาชีวศึกษาหมิ่นเจียงและก่อตั้งเป็นมหาวิทยาลัยหมิ่นเจียง

นายสี จิ้นผิง ได้ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่ว่า "จะเอาใจใส่มหาวิทยาลัยอาชีวศึกษาหมิ่นเจียง" โดยในปี 1999 เขาได้เขียนข้อความ “สร้างเอกลักษณ์ พัฒนาสืออี้ (หมายถึง 10 อำเภอของเมืองฝูโจวเก่า)ให้เจริญรุ่งเรือง” เนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปีของมหาวิทยาลัยอาชีวศึกษาหมิ่นเจียง และในปี 2008 และ 2018 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 50 ปีและ 60 ปีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยหมิ่นเจียง ตามลำดับ นายสี จิ้นผิงก็ได้ส่งสารแสดงความยินดี

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยหมิ่นเจียงได้พัฒนาเป็นสถาบันอุดมศึกษาระดับปริญญาตรีที่เน้นการประยุกต์ใช้เทคนิคและความรู้และมีสาขาวิชาค่อนข้างครบถ้วน เป็นมหาวิทยาลัยที่มณฑลฝูเจี้ยนให้น้ำหนักมากในการสร้างสรรค์และเป็นแหล่งพัฒนาสาขาวิชาชั้นนำ  มี 2 สาขาวิชาเฉพาะทางระดับชาติ  6 สาขาวิชาการประยุกต์ระดับมณฑล และ 3 กลุ่มวิชาการประยุกต์เพื่อการสาธิตระดับมณฑล

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยหมิ่นเจียงมีวิทยาเขต 4 แห่ง โดยวิทยาเขตฉีซานซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 2,000 โหม่ว(800ไร่) เมืองมหาวิทยาลัยฝูโจว ซึ่งเป็นที่ตั้งของวิทยาเขตฉีซาน ได้ผ่านกระบวนการ “จากไม่มีสู่มี” และจากพิมพ์เขียวสู่ความเป็นจริงภายใต้การวางแผน การออกมาตรการ และการขับเคลื่อนของนายสี จิ้นผิง ผู้ว่าการมณฑลฝูเจี้ยนในขณะนั้น

ชาวฝูเจี้ยนให้ความสำคัญกับการศึกษา นักเรียนชาวฝูเจี้ยนรักการอ่าน แต่เนื่องด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ สถาบันอุดมศึกษาในฝูเจี้ยนมีจำนวนน้อยและมีขนาดเล็ก แม้ว่าหน่วยงานการศึกษาได้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาในมณฑลเพิ่มจำนวนนักศึกษาและให้สถาบันอุดมศึกษานอกมณฑลขยายการรับนักศึกษาจากฝูเจี้ยนเข้าเรียนก็ตาม แต่ในช่วง "แผนห้าปีฉบับที่เก้า" ฝูเจี้ยนอยู่ในอันดับที่ 19 ของประเทศในแง่จํานวนนักศึกษาที่กำลังเล่าเรียนในสถาบันอุดมศึกษาต่อ 10,000 คน โดยอัตราการเข้าเรียนในสถาบันอุดมศึกษาอยู่ในระดับเพียง 9.33% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่ 11%

ปัญหาที่ลึกกว่านั้นคือโครงสร้างหลักสูตรสาขาวิชาและโครงสร้างการปลูกฝังบุคลากรนั้นไม่สมเหตุสมผล ทำให้ยังขาดแคลนบุคลากรเป็นอย่างมากในสาขาวิชาการประยุกต์ สาขาวิชาเกิดใหม่ และสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ซึ่งสังคมต้องการเป็นจำนวนมาก จึงไม่สามารถให้การสนับสนุนทางปัญญาอย่างเพียงพอกับเศรษฐกิจแห่งองค์ความรู้ที่เริ่มเฟื่องฟู

"สร้างมหาวิทยาลัยมากขึ้นและขยายการรับนักศึกษาเข้าเรียน" เป็นเสียงเรียกร้องของสังคม อย่างไรก็ตาม หลังผ่านการขยายการรับนักศึกษาเข้าเรียนตามสถาบันอุดมศึกษาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทรัพยากรทางการศึกษา เช่น ที่ดินสำหรับวิทยาเขต อุปกรณ์และเครื่องมือ วัสดุสารนิเทศห้องสมุด ฯลฯ ที่ต้องใช้ในสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ก็ยิ่งขาดแคลนมากขึ้น

เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนามณฑลให้เจริญรุ่งเรืองด้วยวิทยาศาสตร์และการศึกษา และสร้างสรรค์มณฑลให้แข็งแกร่งด้วยบุคลากรผู้มากความสามารถ จึงมีการเรียกร้องให้มีเวทีที่กว้างใหญ่ยิ่งขึ้น!   

ก้าวออกจากเขตเมือง! แนวคิดการสร้างเมืองมหาวิทยาลัยฝูโจวถูกจัดให้อยู่ในระเบียบวาระการประชุมที่สำคัญของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนและทางการมณฑลฝูเจี้ยน

หลังผ่านการสำรวจและรับรองหลายครั้ง เดือนมิถุนายน ค.ศ. 2000 คณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนและทางการมณฑลฝูเจี้ยนได้ตัดสินใจครั้งสำคัญเกี่ยวกับการสร้างเมืองมหาวิทยาลัยฝูโจว


IN/LU

  • เสียงข่าวประจำวัน (17-07-2567)

  • สานสัมพันธ์ไทย-จีน (17-07-2567)

  • เสียงคุยกันวันละประเด็น (17-07-2567)

  • เสียงข่าวประจำวัน (16-07-2567)

  • สานสัมพันธ์ไทย-จีน (16-07-2567)