“จีนเอาจริงเอาจังกับการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมโลกตลอดมา”

2024-06-13 09:30:36 | CMG
Share with:

โดย รศ.วิภา อุตมฉันท์

      ปี 1972 เป็นปีแรกที่สหประชาชาติจัดการประชุมใหญ่เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก ณ กรุงสต็อคโฮล์ม ประเทศสวีเดน  มีประเทศเข้าร่วม 113 ประเทศ ที่ประชุมมีมติกำหนดให้ทุกวันที่ 5 ของทุกปีเป็น “วันสิ่งแวดล้อมโลก” (World Environment Day) มีการร่างปฏิญญาว่าด้วยการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม  รวมทั้งแผนงานต่าง ๆ ที่จะปฏิบัติ  ตั้งแต่นั้นการประชุมก็จัดขึ้นทุกปี  หมุนเวียนไปตามประเทศต่าง ๆ   ปีนี้ประเทศปากีสถานเป็นเจ้าภาพ

      แม้มนุษย์จะตระหนักถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับโลก  และเริ่มรวมกำลังกันประชุมเพื่อช่วยกันแก้ปัญหา   แต่ผลที่ได้ตลอดกว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาตั้งแต่การประชุมครั้งแรก  สิ่งแวดล้อมโลกทุกด้านกลับเลวร้ายลงอย่างน่าตกใจ  อะไรที่ไม่เคยเกิดมาก่อนก็มาเกิดขึ้นในยุคนี้  อะไรที่เคยเกิดอยู่แล้วก็เกิดอีกด้วยอัตราความถี่และความร้ายแรงที่แย่ลงกว่าเก่า  คำว่า “โลกร้อน” ซึ่งเมื่อไม่กี่ปีมานี้เองเป็นคำที่มนุษย์คิดขึ้นเพื่อบอกกล่าวให้รู้ถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับโลก  ปัจจุบันคำนี้ถูกแทนที่ด้วยคำว่า “โลกเดือด”  ซึ่งไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่ามันคือความจริงอันน่ากลัวที่กำลังจะเกิดขึ้น

      ผู้ทำลายสิ่งแวดล้อมโลกไม่ใช่ใครอื่น คือมนุษย์ตัวเป็น ๆ ที่ดำรงชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เอง  ความไร้เดียงสาของประชาชนหรือความเห็นแก่ได้ของพวกนายทุนที่ไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะเกิดกับโลกในระยะยาว  เป็นสาเหตุของปัญหามากมายนับไม่ถ้วนที่สะสมเพิ่มขึ้นจากปริมาณไปสู่คุณภาพ  เช่น  มนุษย์เป็นผู้สร้างสาร CFC  (สารคาร์โรฟลูโอโรคาร์บอน)  ขึ้นมาจากการผลิตทางอุตสาหกรรม และอุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้าน   สาร CFC เป็นตัวการที่ไปทำลายชั้นโอโซนในบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลกซึ่งมีความหนาถึง 20 กว่าก.ม. หรือ 90% ของชั้นบรรยากาศ  โอโซนมีคุณสมบัติในการดูดซับรังสี UV  ปกป้องสิ่งมีชีวิตบนโลก  เมื่อชั้นโอโซนถูกทำลาย  แสง UV ก็จะส่องลงมาถึงพื้นโลกจนเป็นอันตรายต่อมนุษย์  โดยเฉพาะผลต่อสายตาและผิวหนัง  เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็ง  รังสีนี้ยังส่องลึกลงไปใต้น้ำได้ถึง 10  เมตร  สัตว์น้ำตื้นบางชนิดต้องสูญพันธุ์  ห่วงโซ่อาหารและความสมดุลของระบบนิเวศจึงถูกทำลาย

      ถ้าจะนับนิ้วดูว่าธรรมชาติรอบตัวเราที่วิปริตแปรปรวนจากปัญหาการทำลายสิ่งแวดล้อมของมนุษย์มีอะไรบ้าง  นิ้ว10 นิ้วบนมือก็มีไม่พอให้นับ   ที่สำคัญก็คือปัญหาแต่ละอย่างกำลังอยู่ในระหว่างสะสมความวิปริตรุนแรงต่อโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ  เช่น โลกร้อนขึ้นทำให้ธารน้ำแข็งขั้วโลกละลาย  น้ำทะเลทั่วโลกจึงมีระดับน้ำสูงขึ้น  คาดกันว่าหมู่เกาะมัลดีฟอาจเสี่ยงต่อการจมหายไปในทะเลมากที่สุด  แม้แต่พื้นที่บริเวณอ่าวไทยของเราก็อาจหนีไม่พ้นปัญหานี้เช่นกัน  นอกจากน้ำแล้วยังมีปัญหาอากาศแปรปรวน  อากาศร้อนขึ้นผิดปกติ  แผ่นดินไหวรุนแรง  แผ่นดินถล่มอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย  ไฟป่าเกิดขึ้นไม่เลือกที่   ภัยจากธรรมชาติที่ใกล้ตัวเราที่สุดในเวลานี้  ก็คือปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่บุกถึงบ้านโดยเราไม่มีทางป้องกันตัวเองได้

      จีนเป๋นประเทศที่ให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมโลกอย่างจริงจังมาโดยตลอด   ไม่ว่าประเทศไหนเป็นเจ้าภาพในนามของสหประชาชาติ   แต่จีนก็จัดงานของตัวเองขึ้นทุกปีเช่นกัน  ปีนี้จัดที่นครหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง กำหนดคำขวัญเพื่อ่ใช้เป็นเป้าหมายปฏิบัติร่วมกันทั้งประเทศว่า... “ร่วมกันผลักดันจีนให้สวยงามทั่วทุกด้าน”  หลังทำพิธีเปิดงานแล้วประธานได้กล่าวสุนทรพจน์ ฉายภาพยนตร์เรื่อง “มองดูจีนที่สวยงามจากที่นี่”  จากนั้นได้ประกาศผลการทำงานในรอบปีที่ผ่านมา  มอบรางวัลเกียรติยศแก่บุคลากรดีเด่น  จัดปาฐกถา  และเปิดให้วิสาหกิจต่าง ๆ แลกเปลี่ยนความเห็นกัน

      ปัญหาพิทักษ์สิ่งแวดล้อมโลก เป็นเรื่องที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเอาใจใส่และให้คำชี้แนะตลอดมา  คำที่สีฯเน้นมากที่สุดคือคำว่า “สีเขียว”  สีจิ้นผิงพูดอยู่เสมอว่า “เขาเขียว..น้ำใส.. ก็คือภูเขาเงินภูเขาทอง”....  “การพัฒนาให้เป็นสีเขียว  เป็นพื้นฐานให้กับการพัฒนาที่มีคุณภาพ  พลังการผลิตคุณภาพใหม่แท้ที่จริงก็คือการผลิตพลังงานสีเขียวนั่นเอง”

      ด้วยคำชี้แนะของสีจิ้นผิง  การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของจีนได้รวมการพิทักษ์ธรรมชาติทุก ๆ ด้านเข้าไว้ด้วยกันเป็นองค์เดียว  ตั้งแต่ป่าเขา ลำน้ำ ทะเล ทะเลสาบ ทุ่งหญ้า ทะเลทราย ฯลฯ  ที่ผ่านมาจีนสามารถฟื้นฟูพื้นดินไม่ให้กลายเป็นทะเลทรายได้ถึง 100 ล้านโหม่ว ตัวอย่างหนึ่งที่สหประชาชาติได้ให้การยกย่องผลงานโดดเด่นของจีนก็คือ..... การสร้างกำแพงเมืองจีนสีเขียว (ปลูกป่า)  ยาวตั้งแต่ชายฝั่งตะวันออกไปจนถึงมณฑลซินเกียงทางภาคตะวันตกของประเทศ  ซึ่งสามารถเอาชนะหรือลดกำลังแรงของพายุทรายที่โหมกระหน่ำกรุงปักกิ่งและเมืองต่าง ๆ ทางภาคเหนือของจีนเป็นประจำ   นอกเจากนี้จีนยังแสดงบทบาทนำหน้าในด้านการใช้พลังงานแสงแดดให้เกิดประโยชน์สูงสุด  โดยการสร้างฟาร์มโซลาเซลล์ขนาดยักษ์ใหญ่ขึ้นกลางทะเลทราย  สั่งห้ามไม่ให้ใช้วัสดุที่มีผลทำให้ชั้นโอโซนในอากาศถูกทำลาย  พิทักษ์ลุ่มแม่น้ำแยงซีและฮวงโหโดยห้ามไม่ให้ผู้ใดทำการบุกเบิกพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มเติม  รักษาต้นน้ำให้เป็นสีเขียวตลอดกาล  จากภาพถ่ายทางดาวเทียมสามารถยืนยันความมหัศจรรย์ของจีนที่เดินหน้าโครงการ...  “ทำให้พื้นที่สีเขียวรุดหน้า  พื้นที่ทะเลทรายถดถอย” ลงได้อย่างน่าอัศจรรย์  แต่ละปีจีนมีป่าไม้และทุ่งหญ้าเพิ่มขึ้นถึง 40 ล้านโหม่ว  ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นความเอาจริงเอาจังของจีนในการพิทักษ์และฟื้นฟูทั่วประเทศจีนให้เป็นสีเขียว  ดังคำรายงานของเจ้าภาพจัดงานระบบนิเวศของจีนเมื่อปีที่แล้ว (2023) ที่กล่าวว่า  “ท้องฟ้าเป็นสีครามมากขึ้น  น้ำใสสะอาดขึ้น ภูเขางดงามยิ่งขึ้น  จีนเป็นประเทศแรกในโลกที่สามารถบรรลุภารกิจ....ทำให้การขยายตัวของทะเลทรายเป็นศูนย์”

      เคล็ดลับที่ทำให้จีนสามารถทำเช่นนี้ได้  เพราะความร่วมแรงร่วมใจปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ  มีการตรวจสอบผลงานอย่างสม่ำเสมอ  มีกฎหมายที่เป็นมาตรฐานวางไว้ให้ปฏิบัติ  กำหนดเจ้าหน้าที่รับผิดชอบแต่ละด้านอย่างชัดเจน  วางมาตรฐานการให้คุณให้โทษอย่างเป็นธรรม  ประเมินผลงานทุกปี  แล้วนำไปเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมาทุก ๆ 5 ปี  ในส่วนของประชาชนทั่วไป  จีนเผยแพร่แนวคิดเรื่องการใช้ชีวิตแบบสีเขียวอยู่ตลอดเวลา  พยายามระดมกำลังมวลชนเข้าร่วมกระบวนการรักษาสิ่งแวดล้อม  เช่น ช่วยกันแยกขยะ เลิกใช้ถุงพลาสติก ฯลฯ  เรื่องพิทักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่จีนเอาจริงเอาจังมากและตั้งเป้าให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรมไว้อย่างชัดเจน

       ไทยเราก็คงไม่ลืมความสำคัญของวันสิ่งแวดล้อมโลก  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทยน่าจะได้จัดกิจกรรมบางสิ่งบางอย่างไปบ้าง  แต่........ไม่เป็นข่าว !!

 

  • เสียงข่าวประจำวัน (11-07-2567)

  • สานสัมพันธ์ไทย-จีน (11-07-2567)

  • เสียงคุยกันวันละประเด็น (11-07-2567)

  • เสียงข่าวประจำวัน (12-07-2567)

  • สานสัมพันธ์ไทย-จีน (12-07-2567)