นับวันยิ่งมีชาวจีนหันมาเลือกใช้ชีวิตคาร์บอนต่ำมากขึ้น อย่างฤดูหนาวก็เปิดแอร์น้อยลง ใช้กระดาษทั้งสองหน้า และใช้บริการระบบขนส่งมวลชนให้มากขึ้น นายชุย จื้อหง ชาวเมืองป่าวติ้ง มณฑลเหอเป่ย ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนดังกล่าว
"หลอดไฟที่บ้านเปลี่ยนเป็นหลอดประหยัดพลังงานทุกดวง หน้าหนาวปรับแอร์ในห้องให้ต่ำลง 2 องศาเซลเซียส จัดเวลาดูโทรทัศน์ให้น้อยลง เวลาล้างหน้าจะใช้กะละมังมาใส่น้ำแล้วค่อยล้างหน้า เวลาซักผ้าจะซักด้วยมือ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราสามารถทำได้กันทั้งนั้น ผมมีเพื่อนมากมายที่เริ่มปรับตัวเองตั้งแต่สิ่งเล็กๆ น้อยๆ จะปรับเป็นคน 'พันธุ์คาร์บอนต่ำ' "
เมื่อสาธารณชนค่อยๆ มีจิตสำนึกแห่งการใช้ชีวิตแบบคาร์บอนต่ำ จึงถือได้ว่าเป็นแรงกระตุ้นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง รัฐบาลจีนเห็นความสำคัญของการส่งเสริมอุตสาหกรรมสาขาที่เป็นคุณต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก และจัดเป็นจุดเติบโตใหม่ของเศรษฐกิจด้วย นอกจากนี้ จีนจะเดินหน้าปฏิรูปราคาสินค้าที่มีลักษณะเป็นทรัพยากร ปรับระบบการจัดเก็บและใช้ค่าจัดการน้ำเสียและขยะมูลฝอย ตลอดจนนโยบายประหยัดพลังงานและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น คาดว่า ในเวลา 5 ปีข้างหน้า จีนจะจัดสรรงบประมาณรายจ่ายสำหรับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจำนวนกว่า 3 ล้านล้านหยวน ในจำนวนดังกล่าว เป็นงบประมาณสำหรับการจัดซื้อจัดจ้างสาธารณูปโภคด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นเงินกว่า 1 ล้านล้านหยวน
ก่อนหน้านี้จีนประกาศเป้าหมายลดปริมาณการปล่อยก๊าซประจำปีนี้แล้ว ซึ่งก็คือ ปริมาณการปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์จะน้อยกว่าปีที่แล้วอีก 4 แสนตัน ส่วนปริมาณการปล่อยซีโอดี (COD) ในน้ำเสีย หรือ ปฏิกิริยาออกซิเดชั่นทางเคมี จะน้อยลงอีกกว่า 2 แสนตัน
นายฉี เจี้ยนกั๋ว รองผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจเชิงปริมาณกับเศรษฐกิจเทคโนโลยี สภาวิทยาศาสตร์สังคมแห่งประเทศจีนมีความเห็นว่า การกำหนดเป้าหมายดังกล่าว ถือว่าเป็นเปิดโอกาสในการทำธุรกิจสำหรับอุตสาหกรรมสาขาที่เกี่ยวข้องมากขึ้น
"ผมเห็นว่าใน 'ยุคหลังโคเปนเฮเกน' จะเกิดสถานการณ์การแข่งขันเศรษฐกิจเทคโนโลยีครั้งใหม่ในรอบโลก จีนควรค้นพบจุดยืนของตัวเอง เราควรใช้ยุทธศาสตร์การพัฒนาโดยรวมและเป้าหมายการพัฒนาของมวลมนุษย์ในอนาคตเช่นนี้มาปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ปรับเทคโนโลยีให้ทันสมัยขึ้น ส่งเสริมกิจการพลังงานใหม่ เพื่อให้เศรษฐกิจประชาชาติโดยรวมมีประสิทธิภาพสูงขึ้น และให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วต่อไป"