
เดินไปไม่ไกลนัก ยังมีเขางวงช้าง ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของทะเลสาบหลูซีเหอ เป็นหน้าผาที่มีรูปลักษณ์คล้ายกับช้างเป็นอย่างมาก และอยู่ใกล้กับสายน้ำที่ใสสะอาด เป็นเส้นทางที่น่าท่องเที่ยวที่สุดทั้งทางน้ำและทางบกของหลงหู่ซาน เสมือนเป็นช้างหินขนาดมหึมาที่ตั้งอยู่กลางชุนเขา เสมือนว่าสวรรค์ได้ประทานลงมา จึงได้สมญานามว่า "ช้างสวรรค์แห่งพิภพ"
จากนั้น ก็จะถึงวัดเจิ้งอีก้วน ในอดีตเคยเป็นสถานที่ที่ท่านปรมาจารย์จางเต้าหลิน ผู้ก่อตั้งลัทธิเต๋า เคยใช้ปรุงยาอายุวัฒนะ หากไม่อยากเดินต่อ ก็สามารถลงแพ ล่องแม่น้ำหลูซีเหอ พร้อมชมทัศนียภาพสองฟากฝั่งอันงดงาม ซึ่งมีเทือกเขามังกรเสือ เป็นฉากหลังอันสวยงาม
จากหลงหู่ซานนั่งรถไปยังเขาซันชิงซาน ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑลเจียงซี พื้นที่ทั้งหมด 229 ตารางกิโลเมตร มียอดเขาที่สูงสุดอยู่เหนือระดับน้ำทะเล 1,817 เมตร อีกทั้งยังมียอดเขาสูง 3 ยอดมาบรรจบกัน ซึ่งต่างเป็นยอดเขาอายุกว่า 1,600 ปี แม้ผ่านการเปลี่ยนแปลงของผิวโลกและภูมิอากาศมาช้านาน แต่ยังคงไว้ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของพันธุ์พืชหลากหลายชนิด บวกกับหมู่ยอดเขาสูงเสียดฟ้าที่มีรูปร่างสวยแปลกตาก่อเกิดเป็นสถานที่ซึ่งมีทิวทัศน์อันสวยงาม ดึงดูดให้ผู้ที่หลงใหลในความงามของธรรมชาติเข้าไปสัมผัส
ด้วยเหตุนี้ เขาซันชิงซานจึงได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติจากยูเนสโก เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2551 นับเป็นลำดับที่ 37 ของจีน เนื่องจากภูเขาซันชิงซานมีความสูงมาก เวลาขึ้นลงต้องนั่งกระเช้า แต่ก็มีนักท่องเที่ยวจีนปินขึ้นจำนวนมาก
ก่อนลงจากภูเขา มีเขตอุทยานหนานชิงหยวน อันมีทิวทัศน์เปรียบเสมือนมนต์เสน่ห์แห่งความฝัน บรรยากาศโดยรอบสวยงามด้วยเทือกเขารูปทรงต่างๆ อาทิ เช่น มังกรเล่นหงส์ นักพรตไหว้พระจันทร์ นางฟ้าเริงลม ฯลฯ และดอกอาซาเลีย ซึ่งภาษาจีนเรียกว่า ตู้จวนฮัว เป็นพันๆไร่ ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน เป็นช่วงที่ดอกตู้จวนบานสะพรั่งสวยที่สุด อีกทั้งยังมีทะเลหมอก อันเป็นธรรมชาติที่จะหาทัศนาได้ยาก ดึงดูดช่างถ่ายภาพพากันเดินทางไปเก็บภาพทิวทัศน์ธรรมชาติที่แสนงดงามและประทับใจ
จากนั้น ยังมีเขตทิวทัศน์ริมฝั่งทะเลด้านตะวันตก ทะเลเมฆ ทะเลหมอกที่งดงามจนได้ชื่อว่าเป็น "แชงกรีล่าแห่งล่าสุดของจีน"ทำให้นักท่องเที่ยวได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติเก็บภาพประทับใจที่ยากจะลืมเลือนกันอย่างจุใจ
การท่องเที่ยวในมณฑลเจียงซีมีหลายเส้นทาง ซึ่งต้องบินมาเมืองหนานชางก่อนแล้วแยกไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เส้นทางที่ไปยังเมืองจิ่งเต๋อเจิ้น ต้องผ่านเมืองจิ่วเจียง ระหว่างทางสามารถชมสะพานข้ามแม่น้ำฉางเจียงจิ่วเจียง สะพานแห่งนี้เป็นสะพานที่สร้างด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีความสูงเท่ากับตึก 45 ชั้น เป็นสะพานที่ใช้ได้ทั้งรถยนต์ และรถไฟ เป็นทางเชื่อมต่อระหว่างภาคเหนือกับภาคใต้ของจีน เพื่อผลักดันการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม
หมู่บ้านเจียงหลิ่ง ที่เมืองอู้หยวนเป็นหมู่บ้านในหุบเขาลึก กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวเจียงซีและต่างมณฑล และได้รับการขนานนามว่า "ชนบทที่สวยที่สุดของจีน" ยามฤดูใบไม้ผลิ มีไร่นาที่เต็มไปด้วยดอกเรพ (Rape flower)หรือดอกน้ำมัน สีเหลืองอร่ามบานสะพรั่ง ซึ่งเป็นนาขั้นบันไดด้วย ภายใต้ท้องฟ้าแจ่มใส ต้นไม้เก่าแก่หลายร้อยปีทอดต้นสูงเสียดฟ้า บ้านเรือนสมัยโบราณที่มีลักษณพิเศษไม่เหมือนใคร ทุ่งนาเขียวชอุ่ม มีคลองเล็กๆ ไหลผ่าน สามารถสัมผัสธรรมชาติที่แท้จริงและวิถีชีวิตของชาวบ้านในท้องถิ่น ซึ่งหาได้ยากในเมือง
ส่วนภูเขาหลูซาน เป็นเทือกเขาที่มีความงดงาม พิสดารและยิ่งใหญ่ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ เมื่อปี 2539 เขาหลูซานตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองหนานชาง หุบเขาจิ่นซิ่วกู่ เป็นพื้นที่แอ่งกระทะลาดเอียงไปทางตะวันตก อดีตเคยเป็นธารน้ำแข็ง ปัจจุบันกลายเป็นพื้นที่น่าพิศวง ภายในหุบเขา มีถ้ำเซียนหินย้อยสูง 7 เมตร ลึก 14 เมตร ภายในถ้ำมีหินแปลกประหลาดเกิดจากการกัดเซาะของน้ำจนกลายเป็นรูปร่างแปลกประหลาด
อย่างไรก็ตาม มณฑลเจียงซีนอกจากมีเมืองจิ่งเต๋อเจิ้น เมืองโบราณที่มีชื่อเสียงดังทั่วโลกแล้ว ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมากมาย มีทรัพยากรหินแร่หลากหลาย ธรรมชาติและวัฒนธรรมประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดมานานแสนนาน หากมีเวลาเพียงพอก็ควรไปท่องเที่ยวให้จุใจทุกทีเลย
อากาศในมณฑลเจียงซีแบ่งเป็นสี่ฤดู แต่ละฤดูมีความสวยงามไม่เหมือนกัน ช่วงที่สบายที่สุดคือ เดือนพฤษภาคมกับตุลาคม อากาศจะไม่ร้อนไม่หนาว เย็นสบาย แต่ช่วงตุลาคมมีผลไม้มากกว่า และงานนิทรรศการเครื่องเคลือบดินเผานานาชาติมักจะจัดในเดือนตุลาคม เลือกเวลาให้เหาะสมก็จะท่องเที่ยวได้อย่างสนุกสนาน


















