
นางหม่า อวี้ชิง ชาวมณฑลซานตง ทำงานรับจ้างเป็นแม่บ้านที่กรุงปักกิ่ง หลายวันนี้เธอหงุดหงิดกับสามีด้วยเหตุผลง่ายๆ คือ ผู้เป็นสามี ซึ่งรับจ้างเป็นช่างซ่อมแซมในบริษัทเล็กแห่งหนึ่ง ซื้อกางเกงขายาวตัวหนึ่งราคากว่า 160 หยวน
นางหม่า อวี้ชิงรู้สึกเจ็บใจ เธอกับสามีรายได้หนึ่งเดือนรวมกันแล้วยังไม่ถึง 5,000 หยวน ส่วนลูกชายจบการศึกษาระดับอุดมศึกษาใหม่ๆ เงินเดือนราว 3,000 หยวน หักค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งค่าเช่าบ้านและค่าอาหารการกินแล้ว แต่ละเดือนแทบไม่เหลือเท่าไร บางทียังต้องไปขอเงินกับพ่อแม่อีก
นางหม่า อวี้ชิงมีความฝันว่า สามคนออมเงินร่วมกันเพื่อซื้อบ้านชุดหนึ่งในชานกรุงปักกิ่ง
เธอเป็นแม่บ้านที่อยู่กับเจ้าของบ้าน เรื่องกินนอนไม่ต้องใช้จ่ายอะไร อย่างไรก็ตาม เพื่อความฝันดังกล่าว เธอพยายามประหยัดค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้ทุกรายการ ด้วยเหตุนี้ กางเกงขายาวราคากว่า 160 หยวนของสามี ถือเป็นสิ่งของฟุ่มเฟือยที่เธอรับไม่ได้ เสื้อผ้าของเธอส่วนใหญ่ราคาต่ำกว่า 50 หยวน เรื่องการใช้จ่ายทางวัฒนธรรม อย่างดูภาพยนตร์นั้น ยิ่งเป็นสิ่งที่ไม่กล้าคิดเลยทีเดียว
สภาพการใช้จ่ายของนางหม่า อวี้ชิงกับครอบครัวไม่ใช่เป็นกรณีพิเศษ ในชุมชนเดียวกันที่เธอทำงานอยู่ นางหลี่ จิ้ง พนักงานในที่ทำงาน (สาวออฟฟิส) เงินเดือนกว่า 7,000 หยวน ก็ใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง สามีของนางเดือนหนึ่งกว่า 6,000 หยวน รายได้ในระดับนี้ถือว่าอยู่ในระดับกลางในกรุงปักกิ่ง อย่างไรก็ตาม ลูกสาว 4 ขวบ ค่าเล่าเรียนอนุบาลเดือนหนึ่ง 2,600 หยวน ชั้นเปียโน 800 หยวน และแม่บ้านอีก 2,400 หยวน รวมถึงค่าบำรุงรถ 2,000 หยวน ซึ่งเป็นค่าใช่จ่ายรายใหญ่ เมื่อบวกกับค่าใช้จ่ายด้านการกินการแต่งกายแล้ว เหลือไม่มาก หมู่นี้เธอไปเดินห้างใหญ่ๆ น้อยลง เพราะว่าการซื้อของจากทางอินเตอร์เน็ตสามารถประหยัดได้ไม่น้อย
นี่คือภาพของชาวจีนผู้มีรายได้ปานกลางและน้อย ที่ต้องตัดค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้น้อยลง ทำให้ความต้องการภายในประเทศไม่เพียงพอ และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีน
"ประชาชนร่ำรวยเป็นอันดับแรก เพื่อศักยภาพการบริโภค"
รัฐบาลจีนได้เห็นถึงความจำเป็นของการชูการบริโภคเป็นหลัก แทนที่จะชูการลงทุนเป็นหลัก
"รายงานผลการดำเนินงานของรัฐบาลปี 2012" ระบุถึงหน้าที่สำคัญในปี 2012 หน้าที่สำคัญอันดับแรกคือ "การขยายความต้องการภายใน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความต้องการด้านการบริโภคให้เป็นจุดหลักในระยะยาว และเป็นหน้าที่หลักของปีนี้" ทั้งนี้เป็นไปตามหลักการแผน
พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมประชาชาติจีนระยะ 5 ปีฉบับที่ 12 เพื่อปล่อยศักยภาพการบริโภคของชาวเมืองและชาวชนบทอีกขั้น

ผลการวิจัยของนักวิชาการระบุว่า ในระยะ 5 ปีข้างหน้า หากสามารถบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนเศรษฐกิจให้เป็นไปตามการบริโภคเป็นหลักได้ คือ อัตราการบริโภคในที่สุดเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 48 เป็นราวร้อยละ 55 อัตราการบริโภคของชาวบ้านเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 35 เป็นราวร้อยละ 45 ก็จะสามารถค้ำจุนให้เศรษฐกิจจีนเติบโตในอัตราร้อยละ 8 ในระยะเวลา 10-20 ปีข้างหน้า
หัวใจของปัญหาคือ ทำอย่างไรจึงจะทำการปรับเปลี่ยนดังกล่าวอย่างราบรื่นได้
เงื่อนไขบังคับก่อนการขยายการบริโภคคือ ประชาชนมีความร่ำรวย หนทางที่นำไปสู่ประชาชนมีความร่ำรวยคือ ปรับโครงสร้างการกระจายรายได้ดีขึ้น เวลานี้ ควรปรับจากการให้ความสำคัญกับประเทศชาติร่ำรวยเป็นอันดับแรกมาเป็นการให้ประชาชนร่ำรวยเป็นอันดับแรกแทน เพื่อ "เก็บความร่ำรวยกับประชาชน"
สิ่งที่เรียกว่า "ประชาชนร่ำรวยเป็นอันดับแรก" กลุ่มหลักคือประชาชนผู้มีรายได้ปานกลางและน้อยในเมืองและชนบท จุดหลักคือ ยกระดับรายได้และกำลังการใช้จ่ายของประชาชนในเมืองและชนบทให้สูงขึ้น โดยตั้งเป้าไว้ว่า ประชาชนร่ำรวยจะทำให้ประเทศชาติร่ำรวย
ปี 2010 อัตราการบริโภคของชาวบ้านในจีนเป็นประมาณร้อยละ 35 ขณะที่สหรัฐอเมริกาเป็นประมาณร้อยละ 70 อินเดียเป็นกว่าร้อยละ 50 ส่วนการบริโภคทางวัฒนธรรมของจีนในปี 2010 คิดเป็นเพียงร้อยละ 2.5 ของจีดีพี ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ชาวจีนส่วนใหญ่ใช้จ่ายเพื่ออาหารการกินและการแต่งกายเท่านั้น ซึ่งถือเป็นการบริโภคขั้นต่ำ
"ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ใหญ่เกินควร ระงับความต้องการภายในประเทศ"
มีนักวิชาการประเมินการณ์ตามสถิติที่เกี่ยวข้องได้ประกาศโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ค่ากินี (Gini Coefficient) ของจีนอยู่ในระดับเกินกว่า 0.4 ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่า ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ใหญ่เกินควร ตั้งนานแล้ว ส่งผลให้ความต้องการภายในประเทศถูกระงับอย่างหนัก ทำให้ผู้มีรายได้ปานกลางและน้อย ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคหลักและมีอุปสงค์ด้านการบริโภคมาก ไม่มีกำลังใช้จ่ายอย่างเพียงพอ จึงไม่สามารถกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืนได้ ฉะนั้น รัฐบาลจึงควรดำเนินการปฏิรูปด้านการกระจายรายได้ให้มากขึ้นและมีประสิทธิภาพด้วย
(YING/LING)


















