นายหม่า หงฉีระบุว่า ประการแรก กล่าวในแง่ของปริมาณน้ำ การกำเนิดไฟฟ้าพลังน้ำในแม่น้ำล้านช้างส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำตอนปลายแม่น้ำไม่มาก เขาระบุว่า
"ปริมาณน้ำของแม่น้ำล้านช้างตอนไหลออกจากจีนสู่ต่างประเทศปีหนึ่งมีประมาณ 60,000 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 15 ของยอดปริมาณน้ำทั้งปีของลุ่มน้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง ดังนั้น การกักเก็บน้ำในแม่น้ำช้านล้างตอนต้น จึงมีผลกระทบต่อยอดปริมาณน้ำของประเทศที่อยู่ปลายน้ำเพียงร้อยละ 15 เท่านั้น ขณะนี้เราเพียงแต่กักเก็บน้ำเพื่อนำไปใช้ในการผลิตไฟฟ้าเท่านั้น ส่วนการผลิตไฟฟ้าก็ไม่สิ้นเปลืองน้ำแม้หยดเดียว และไม่ก่อมลพิษในน้ำแม้แต่เพียงน้อยนิด เพียงแต่เปลี่ยนปริมาณการปันน้ำตามไตรมาสในรอบปีเท่านั้น"
เนื่องจากสถานีกำเนิดไฟฟ้าตอนต้นน้ำใช้มาตรการกักเก็บน้ำแบบแบ่งช่วงอย่างถูกต้อง โดยในแต่ละปีจะมีการกักเก็บน้ำในช่วงน้ำหลากและปล่อยน้ำมากขึ้นในช่วงขาดแคลนน้ำ จึงได้สร้างหลักประกันให้ปริมาณน้ำตอนปลายมีปริมาณเพียงพอ และช่วยให้ประเทศที่อยู่ปลายน้ำบรรเทาสถานการณ์ภัยแล้งและภัยน้ำท่วมไปในตัวด้วย
สำหรับเรื่องการอนุรักษ์ระบบนิเวศ เช่น เรื่องดินทรายและการอนุรักษ์สัตว์ประเภทปลา ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้คนสนใจอย่างมากนั้น สถานีกำเนิดไฟฟ้าในต้นน้ำก็ได้ใช้เทคโนโลยีทันสมัยหลายประการ เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศให้อยู่ในระดับต่ำที่สุด นายหม่า หงฉีระบุว่า
"หลังจากใช้มาตรการการคืนผืนนาเป็นผืนป่าในบริเวณลุ่มแม่น้ำล้านช้างตลอดสายเป็นต้นมา ปริมาณดินทรายก็มีน้อยมาก ส่วนบริเวณตอนปลายแม่น้ำโขงเป็นแหล่งผลิตทรายขนาดใหญ่ ก็ไม่ต้องกังวล เพราะทรายที่อยู่ฝั่งเขื่อนของเราจะไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ราบที่เกิดจากกระแสน้ำพัดพาและทับถมของประเทศที่อยู่ปลายน้ำ ส่วนผลกระทบต่อปลานั้น จีนใช้มาตรการต่างๆ เช่น การสร้างสถานีเพาะและปล่อยพันธุ์ปลา จับปลาตอนต้นแม่น้ำด้วยตาข่ายชนิดพิเศษ แล้วขนส่งข้ามเขื่อนและปล่อยลงน้ำใหม่ ซึ่งได้อนุรักษ์ระบบนิเวศของแม่น้ำล้านช้างตอนปลายอย่างมีประสิทธิผล"
(TON/LING)