ในช่วงเวลาเดียวกัน เทือกเขากันสูงชันและเต็มไปด้วยอันตรายทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ชาวจีนผู้กล้าหาญและชาญฉลาดอีกกลุ่มหนึ่งได้นำเอาใบชา เกลือ สิ่งทอ ที่ชาวทิเบตชื่นชอบขนเข้าไปสู่ที่ราบสูง และในขากลับก็นำเอาสินค้าพื้นเมืองของชาวทิเบตและม้าอาชาจากทิเบตกลับมา เราจึงเห็นเป็นที่ชินตาบนเส้นทางนี้จะเต็มไปด้วยโครงกระดูกขาวพรุนของม้าตลอดข้างทาง เป็นอยู่อย่างนี้ยุคแล้วยุคเล่า ต่อมาจึงกลายเป็นเส้นทางโบราณสายประวัติศาสตร์อีกสายหนึ่งอันเลื่องชื่อ ที่รู้จักกัน"เส้นทางโบราณชาอาชา หรือ ฉาหม่ากู่ด้าว"

ในระหว่างที่ขบวนเสด็จขององค์หญิงเคลื่อนผ่าน ผืนดินดันเย็นยะเยือกรอยกงล้อที่ประทับลงบนพื้นเป็นทางยาวบนที่ราบสูงแห่งนี้ไม่เคยจางหายในยุคถังไท่จง ปีเจิงกวน ถึงยุคถังซวนจง ต้าจงปีที่ 5 ราชวงศ์ถู่ฟาน เกิดเหตุการณ์ไม่สงบภายในก่อนหลัง 200 ปี ชาวฮั่นกับชาวทิเบตไปมาหาสู่กันอย่างใกล้ชิด มีการส่งขุนนางระดับสูงแลกเปลี่ยนกันระหว่างถังและฟานรวม 142 ครั้ง จนถึงราชวงศ์หยวน ท่านข่านได้รวมทิเบตเป็นส่วนหนึ่งของจีนอย่างเป็นทางการ รอยแห่งกงล้อบนเส้นทางโบราณนี้ยิ่งฝังลึกจนไม่อาจลบเลือนได้อีกต่อไป
ปี ค.ศ. 1244 ผู้นำทางจิตใจของทิเบตพร้อมด้วยผู้ติดต่ออีกจำนวนหนึ่งซึ่งรวมหลานชายที่อายุเพียง 10 ขวบ ปาซือปา อยู่ด้วย เดินทางออกจากกรุงลาซามุ่งไปทางเหนือ ผ่านดางสง น่าฉวี่ ที่ลุ่มแม่น้ำเหลืองข้ามเทือกเขาคุนหลุน ที่ราบสูงชิงจ้าง และมาถึงเมืองเหลียงโจว ในปี ค.ศ.1247 เพื่อเจรจาความกับรัฐบาลกลาง โดยยอมรับเงื่อนไขการอยู่ภายใต้อาณัติของราชสำนักส่วนกลาง เลิกล้มความตั้งใจที่จะแยกตัวเป็นอิสระ


















