เมื่อปี 1919 หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติลง ประเทศในสัญญาไตรภาคีที่เป็นฝ่ายชนะในสงครามจัดการประชุมสันติภาพที่กรุงปารีส และลงนามในสนธิสัญญาแวร์ซาย ในที่ประชุม อังกฤษ ฝรั่งเศสและสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประธานประชุมสามประเทศกับญี่ปุ่น เบลเยียมและออสเตรียร่วมแบ่งเขตอิทธิพลในสัญญาไตรพันธมิตร ซึ่งรวมทั้งผลประโยชน์ของดินแดนกึ่งอาณานิคมที่มีจีนรวมอยู่ด้วย
ในที่ประชุม อังกฤษ ฝรั่งเศสและสหรัฐฯแสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนการรุกรานและพิทักษ์การปกครองแบบล่าอาณานิคมอย่างเปิดเผย ซึ่งทำให้เห็นถึงแกนกลางของสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เป็นสงครามเพื่อแย่งชิงอำนาจ ส่วนสนธิสัญญาแวร์ซายที่มีเป้าหมายแบ่งเขตอิทธิพลย่อมทำให้ไม่สามารถขจัดต้นเหตุการเกิดสงครามและบรรลุซึ่งสันติภาพอย่างถาวรได้ จึงเสมือนกับเป็นการบ่มเพาะรากเหง้าแห่งภัยพิบัติที่นำไปสู่การก่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ของเยอรมนีและญี่ปุ่นที่ถือลัทธิฟาสซิสต์
เอเชียในปัจจุบันไม่มีมหาประเทศที่ต้องการแย่งชิงอำนาจเหมือนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 กลับมีแต่ความร่วมมือส่วนภูมิภาคต่างๆ ที่ได้รับการส่งเสริมมากขึ้น ไม่ว่าด้านการลงทุน การค้า และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและบุคลากรต่างอยู่ในช่วงที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ จีนดำเนินการเปิดประเทศและปฏิรูปกว่า 30 ปี ซึ่งเป็น 30 กว่าปีที่ประเทศตลาดใหม่ของเอเชียได้ประสบผลคืบหน้า นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ จีนไม่เพียงแต่ให้สิทธิผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจกับเอเชียเท่านั้น ยังมีโบนัสเป็นสันติภาพด้วย ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เอเชียมีการพัฒนาอย่างสันติ
Yim/kt


















