ในบรรดาคลังสมองของสิงคโปร์ นอกจากมีสถาบันวิจัยกิจการระหว่างประเทศสิงคโปร์และสถาบันวิจัยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จัดตั้งขึ้นมาเก่าก่อน หน่วยงานอื่นโดยมากจะจัดตั้งหลังทศวรรษ 1990 ศาสตรจารย์อู๋ หยวนหวา อดีตรองบรรณาธิการใหญ่ของหนังสือพิมพ์เหลียนเหอเจ่าเป้ากล่าวว่า หลังจากนายโก๊ะ จ๊กตง อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ดำรงตำแหน่ง การสร้างคลังสมองของสิงคโปร์มีการก้าวหน้าอย่างมาก การสร้างคลังสมองของสิงคโปร์นั้น ไม่เน้นขนาดใหญ่และทั่วด้าน หากเน้นถึงความละเอียดในต่างปริมณฑล เช่น สถาบันวิจัยปัญหาระหว่างประเทศราจารัตนัมของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานหยางวิจัยด้านการทูตและกิจการความมั่นคง สถาบันวิจัยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้วิจัยกิจการอาเซียน สถาบันวิจัยนโยบายในสังกัดวิทยาลัยนโยบายสาธารณะลี กวนยู มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์วิจัยนโยบายแห่งชาติสิงคโปร์ ส่วนสถาบันวิจัยเอเชียตะวันออกจะดำเนินการวิจัยประเทศจีน
รองศาสตรจารย์หลี่ หมิงเจียง จากสถาบันวิจัยปัญหาระหว่างประเทศราจารัตนัมกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า คลังสมองสิงคโปร์พัฒนาอย่างรวดเร็ว แยกจากการลงทุนและการสนับสนุนของรัฐบาลไม่ได้ ส่วนรัฐบาลสิงคโปร์ก็ยินดีรับฟังข้อคิดเห็นของนักวิจัยจากคลังสมองด้วย
บทบาทของคลังสมองสิงคโปร์ต่างกับคลังสมองสหรัฐฯ คลังสมองสหรัฐฯมีความเป็นอิสระ หากคลังสมองสิงคโปร์ที่มีอิทธิพลล้วนได้รับการช่วยเหลือและสนับสนุนจากรัฐบาล ไม่ว่าจะเปรียบเทียบจากแหล่งทุนหรือที่มาของบุคลากร รองศาสตรจารย์กู้ ชิงหยางกล่าวว่า รัฐบาลสิงคโปร์สนับสนุนคลังสมองจาก 3 ด้าน ประการแรก รัฐบาลเพิ่มการลงทุนและมีนโยบายส่งเสริมเพื่อเปิดช่องทางการลงทุนอื่น ประการที่สอง ส่งเสริมให้คลังสมองดำเนินการวิจัยนโยบายอย่างอิสระ ประการสาม ถือคลังสมองเป็นช่องทางและสะพานประสานงานระหว่างประชาชน จนกระทั่งเป็นสายสัมพันธ์แลกเปลี่ยนระหว่างประเทศด้วย
(Yim/Ping)


















