ตั้งแต่ทศวรรษปี 1920 จอมพลเจียง ไคเช็คที่มีวัยประมาณ 30 ปีก็เขียนพินัยกรรม ตอนนั้นเขาเป็นทหารและอยู่สนามรบ พินัยกรรมจึงเกี่ยวข้องกับการแบ่งมรดก---ตอนนั้นแม้ไม่ค่อยมีทรัพย์สินอะไรก็ตาม
ปี 1931 หลังเกิดเหตุการณ์ "19 กันยาฯ" จอมพลเจียง ไคเช็คก็เขียนพินัยกรรมอีกฉบับหนึ่ง

จอมพลเจียง ไคเช็ค กับ นางซ่ง เหม่ยหลิง ภริยา ในปั้นปลายชีวิต)
ปี 1934 จอมพลเจียง ไคเช็ค พร้อม นางซ่ง เหม่ยหลิง (ค.ศ.1897-2003) ภริยากลับไปภูมิลำเนาที่เมืองเฟิ่งฮั่ว มณฑลเจ้อเจียงเป็นครั้งแรก ต้องจัดความสัมพันธ์ระหว่างลูก 2 คนกับภริยาใหม่ เขาจึงเขียนพินัยกรรมอีกฉบับ ระบุว่า หลังเขาเสียชีวิตแล้ว นางซ่ง เหม่ยหลิง กับลูก 2 คนของเขาต้องปฏิบัติต่อกันดั่งแม่-ลูก ควรแบ่งมรดกกันอย่างไร ทั้งระบุว่า หลังเขากับนางซ่ง เหม่ยหลิงเสียชีวิตแล้วให้นำไปฝังด้วยกันที่สุสาน ดร.ซุน ยัตเซน ที่กรุงหนานจิง (เมืองหลวงในสมัยนั้น)
ปี 1936 ช่วงเกิดเหตุการณ์ซีอาน จอมพลเจียง ไคเช็คเขียนพินัยกรรม 3 ฉบับ โดยให้ลูก 2 คนคนละฉบับ และให้นางซ่ง เหม่ยหลิงภริยา 1 ฉบับ เพื่อจัดความสัมพันธ์ภายในครอบครัวให้ดี เขาพูดกับภริยาว่า ถ้าคุณดีกับผม ก็ควรรักลูก 2 คนดั่งลูกในไส้ และพูดกับลูก 2 คนว่า ถ้าลูกรักพ่อ ก็ควรรับนางซ่ง เหม่ยหลิงเป็นแม่ จากนั้น เขา เขียน "สารถึงประชาราษฎร์" ฉบับหนึ่ง โดยเอาอย่าง ดร.ซุน ยัตเซน
หลังจากย้ายไปอยู่ที่ไต้หวันแล้ว เมื่อปี 1962 และ ปี 1971 จอมพลเจียง ไคเช็คเขียนพินัยกรรมอย่างต่อเนื่อง ใจความสสำคัญเกี่ยวกับ "ทายาทผู้สืบตำแหน่งทางการเมือง"
จอมพลเจียง ไคเช็คเสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 เมษายนปี ค.ศ.1975 ซึ่งตรงกับวันเช็งเม้ง โลงศพของเขาเก็บไว้ในสุสานทะเลสาบฉือหู ตำบลต้าซี เมืองเถาหยวน เขตไต้หวัน ตามความปรารถนาของเขา ซึ่งเขาสั่งไว้ว่า "เพื่อรอวันที่รวมกับแผ่นดินใหญ่แล้ว ก็นำกลับไปฝังที่สุสาน ดร.ซุน ยัตเซนที่เมืองหนานจิงอีกที"

มุมหนึ่งในทะเลสาบฉือหู ตำบลต้าซี เมืองเถาหยวน เขตไต้หวัน
(IN/LING)


















