
เมื่อเดินเข้าไปถึงหั่วกงเตี้ยน นักท่องเที่ยวจะพบกับวิหารขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตอนกลาง ภายในมีเทพเจ้าองค์หนึ่งชื่อ "จู้หรง" ชาวจีนเล่ากันว่า จู้หรงเป็นคนยุคโบราณ เป็นผู้ที่ริเริ่มการใช้ไฟ เมื่อแรกเขาใช้ไฟในการต่อสู้ศัตรู ภายหลังได้เปลี่ยนมาสอนชาวบ้านใช้ไฟปรุงอาหาร ชาวบ้านรำลึกถึงจู้หรงและตั้งศาลเจ้าขึ้นมาเพื่อเซ่นไหว้บูชา ยกจู้หรงเป็นเทพเจ้าแห่งไฟ จู้หรงเป็นที่เคารพสักการะทั่วไปโดยเฉพาะในภาคใต้ของจีน ประชาชนนิยมบูชาจู้หรงเป็นเทพเจ้าไฟในบ้าน เพื่อขอให้คุ้มครองความปลอดภัยในบ้านที่เกิดจากไฟ

ตำหนักปีกภายในหั่วกงเตี้ยนนั้น ฝั่งหนึ่งเป็นสถานที่สำหรับบูชาเทพเจ้ารวย หรือคนจีนเรียกกันว่า "ชั่ยสินเย้" เป็นความเชื่อจากลัทธิเต๋าของจีน คนมาบูชาส่วนใหญ่จะขอให้ร่ำรวย ขอให้ค้าขายคล่อง

อีกฝั่งหนึ่งของวิหาร เป็นสถานที่สำหรับบูชาเจ้าแม่กวนอิม สิ่งหนึ่งที่วัดต่างๆ ของจีน มักจะแตกต่างกับวัดไทย คือภายในวัดจีนมักจะมีเทพเจ้าหลายองค์ร่วมกัน บางวัดจะรวมความเชื่อทั้งศาสนาพุทธ ลัทธิเต๋าและลัทธิขงจื๊อ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เข้ามาบูชาขอพร ล้วนขอเพื่อความสุขความสบายให้บ้านเมืองและครอบครัว
ทุกวันนี้ นอกจากหั่วกงเตี้ยนจะเป็นที่รู้จักกันในนามของวัดบูชาเทพเจ้าไฟแล้ว ยังเป็นชื่อภัตตาคารด้วย เมนูหลักคืออาหารพื้นเมืองชนิดต่างๆ ที่ขึ้นชื่อที่สุดคือเต้าหู้เหม็น แม้กระทั่งท่านประธานเหมาก็ยังชอบและติดใจ หลังจากท่านสถาปนาจีนใหม่ขึ้นมาแล้ว เมื่อวันที่ 12 เมษายน ปี1958 ท่านประทานเหมายังเดินทางกลับมาเมืองฉางซาและแวะมาที่ภัตตาคารหั่วกงเตี้ยนเพื่อสั่งอาหารจานโปรดอีกครั้ง เมื่อเมนูโรปดนี้ขึ้นโต๊ะแล้ว ท่านประทานได้คีบขึ้นมารับประทานแล้วยังชมด้วยว่า "เต้าหู้เหม็น กลิ่นเหม็น แต่กินแล้วได้รสชาติหอม"
Toon/Ping


















