พิพิธภัณฑ์กำแพงเมืองจีน
  2009-11-12 19:22:26  cri

ด้านนอกอาคารพิพิธภัณฑ์กำแพงเมืองจีน

สวัสดีครับท่านผู้ฟัง วันนี้รายการหน้าต่างเมืองจีนจะพาท่านไปเดินเล่นในพิพิธภัณฑ์กำแพงเมืองจีนที่เขตปาต๋าหลิ่ง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่สุดของกรุงปักกิ่ง เพราะเป็นด่านของกำแพงเมืองจีน 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ได้ดีที่สุด ทำให้ในแต่ละปีมีผู้คนนับล้านมาเยี่ยมเยือนที่นี่ เพราะการเที่ยวเมืองจีน แล้วไม่ได้มาสัมผัสความยิ่งใหญ่ของกำแพงหมื่นลี้แห่งนี้ ก็เหมือนมาไม่ถึงเมืองจีน

และเมื่อชื่นชมความยิ่งใหญ่แล้ว ก็ไม่ควรพลาดที่จะมาตักตวงความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ และความสำคัญของกำแพงเมืองจีนในพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาระหว่างทางขึ้นแบบเดินเท้า และทางขึ้นกระเช้า

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ มีพื้นที่จัดแสดงงานกว่า 3,000 ตารางเมตร โดยแบ่งเป็นทั้งหมด 9 ห้อง ไล่ความสำคัญมาตั้งแต่การรวมชาติชาติขึ้นเป็นปึกแผ่นได้เป็นผลสำเร็จโดยจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ หรือ ฉินซื่อหวงตี้ ผู้เป็นปฐมจักรพรรดิของราชวงศ์ฉิน และการก่อสร้างกำแพงต่อๆ มาโดยราชวงศ์ต่างๆ ซึ่งรวมระยะเวลากว่า 2,000 ปี

นอกจากนี้ในพิพิธภัณฑ์ยังจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ที่ขุดพบโดยรอบเมื่อมีการบูรณะ ทั้งเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ของมีค่า ศาตราวุธต่างๆ ประวัติการค้าขาย การเมือง การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม วรรณกรรม และศิลปะที่เกี่ยวข้อง

ห้องจัดแสดงงานแต่ละห้องเชื่อมต่อกัน โดยเริ่มเดินวนเข้าทางขวามือ และเมื่อดูจนจบก็จะเวียนออกมาบรรจบที่หน้าทางเข้าอีกครั้ง แต่ละห้องมีการจัดแสดงภาพถ่ายของกำแพงเมืองจีนในมณฑลต่างๆ ในแบบที่เราไม่เคยนึกถึงมาก่อน เพราะในความคิดของคนที่ยังไม่เคยมาเหยียบกำแพงเมืองจีน ย่อมต้องคิดว่ากำแพงแห่งนี้จะต้องมีความสูงมาก และทอดตัวยาวต่อๆ กัน แต่ภาพที่จัดแสดงจะทำให้เราทราบว่า กำแพงเมืองจีนบางส่วนคล้ายเพียงเนินทรายธรรมดา บางแห่งก็ยิ่งใหญ่อลังการ โดยที่ผนังอีกด้านหนึ่งก็มีมีภาพกำแพงและประตูเมืองโบราณของประเทศตะวันตกให้เปรียบเทียบด้วย

นอกจากนี้ยังมีประติมากรรมหลายชิ้น อาทิ รูปปั้นของแม่ทัพชีจี้กวง ซึ่งเป็นนักรบที่เก่งฉกาจสมัยราชวงศ์หมิง ซึ่งเป็นผู้เขียนตำราพิชัยสงครามชื่อ "เหลียนปิงฉือจี้" ด้วย และรูปปั้นของคนงานแบกหิน หุ่นจำลองภาพชีวิตความเป็นอยู่ของทหารในสมัยโบราณ

ด้านโบราณวัตถุ พิพิธภัณฑ์ปาต๋าหลิ่งได้จัดแสดงไว้มากมาย ทั้งส่วนของจริงและส่วนที่สร้างขึ้นมาเพื่อจัดแสดง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัตถุที่เกี่ยวข้องกับการศึกสงครามทั้งสิ้น

ในบางห้องมีจอโทรทัศน์ที่เปิดฉายภาพยนตร์สารคดีของกำแพงเมืองจีน มีห้องสามมิติที่แสดงให้เห็นภาพการสู้รบ และการส่งสัญญาณไฟบนกำแพง นอกจากนี้ในห้องนี้ยังจัดแสดงรถส่งบันได สำหรับปีนขึ้นกำแพงของข้าศึกด้วย

ห้องหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง คือห้องที่จัดแสดงแบบจำลองกำแพงเมืองจีนบนแนวเทือกเขา ที่เรามาสามารถมองจากมุมปกติ และมุมแบสายตานกได้ด้วยการเดินขึ้นบันไดไปเพื่อมองลงมา นอกจากนี้ในห้องนี้ยังมีทั้งภาพถ่ายและแบบจำลองของด่านที่มีชื่อเสียงต่างๆ ของกำแพงเมืองจีน พร้อมทั้งปืนใหญ่โบราณหลากหลายขนาด

สื่อต่างๆ ที่ใช้จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ทำให้ง่ายในการทำความเข้าใจ และซึมซับประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่และได้ความรู้เต็มเปี่ยมในเวลาเพียงชั่วโมงเศษเท่านั้น

(แทรกเพลง)

ว่ากันว่า มนุษย์อวกาศที่อยู่นอกโลกยังสามารถมองเห็นกำแพงเมืองจีนผ่านชั้นบรรยากาศลงมาได้ ซึ่งแสดงให้เห็นขนาดของความใหญ่โต ที่ด้านหน้าทางเข้าจึงถูกออกแบบให้เป็นรูปลูกโลก และมีรูปแผนที่ประเทศจีนที่เหมือนไก่แจ้แปะอยู่ และบนนั้นได้ติดแผงไฟส่องแสงบางๆ เมื่อเราเดินเข้ามาและแหงนหน้ามองขึ้นไปเห็น จะให้ความรู้สึกเหมือนเรามองเห็นกำแพงเมืองจีนจากนอกโลก

อย่างที่บอกไปแล้วว่า กำแพงเมืองจีนในชื่อภาษาจีนนั้นเรียกว่า "หว่านหลี่ฉางเฉิง" หรือแปลเป็นไทยได้ว่า "กำแพงยาวหมื่นลี้" ซึ่งความยาวนี้ทำสถิติมาก่อนคริสต์ศักราชเสียอีก

กล่าวคือ ปี 221 ก่อนคริสต์ศักราช กษัตริย์แห่งรัฐฉินอันเก่งฉกาจแข็งแกร่งผู้มีนามว่า "อิ๋งเจิ้ง" ได้กรีฑาทัพเข้ายึดครองรัฐต่างๆ อีก 6 แห่ง อันได้แก่ หาน เว่ย ฉู่ จ้าว เอี้ยน และฉี ซึ่งตั้งกระจัดกระจายอยู่ทั่วแผ่นดิน และผนวกเข้าเป็นอาณาจักรเดียวกัน และสถาปนาราชวงศ์ฉินขึ้น พร้อมตั้งตนเป็น "ฉินซื่อหวงตี้" ปฐมจักรพรรดิ โดยใช้การปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง กษัตริย์ของรัฐอื่นๆ ก็ถูกจับให้ไปอยู่ในที่ "กวนจง" ซึ่งอยู่ในมณฑลส่านซีในปัจจุบัน ซึ่งในยุคนั้นนับว่าเป็นดินแดนที่ห่างไกล นอกจากนี้ยังโละกฎหมายของรัฐต่างๆ ทิ้ง และนำเพียงบางมาตราที่สำคัญมาผนวกเข้ากับกฎหมายของรัฐฉิน

หลังการสถาปนามีโศกนาฏกรรมสำคัญที่เรียกว่า "เผาหนังสือ ฝังปัญญาชน" ด้วย เพราะจักรพรรดิเกรงว่ากลุ่มคนเหล่านี้ซึ่งมีความรู้ความสามารถมาก จะกลายเป็นขุมกำลังในการโค่นล้มการปกครองได้

แต่ด้วยความที่เป็นครั้งแรกที่ได้รวบรวมเมืองต่างๆ เข้าด้วยกันได้เป็นครั้งแรก จึงมีเรื่องการบริหารจัดการมากมาย มีการมีการตัดถนน ขุดคลอง ส่งเสริมการเกษตร ทั้งหมดก็เพื่อให้ชนชาติต่างๆ ใต้ปกครองยอมรับในอำนาจและชื่นชอบมากยิ้งขึ้น แต่ก็ยังมีศึกเล็กศึกน้อยบ้างประปราย โดยเฉพาะจากกองโจรเร่ร่อนทางตอนเหนือ ซึ่งมีมาตั้งแต่ก่อนผนวกทุกรัฐเข้าด้วยกัน คนเหล่านี้ถูกเรียกว่า "ชาวซงหนู" ซึ่งเชี่ยวชาญการรบบนหลังม้า เป็นชนชาติที่เร่ร่อนอยู่ตามท่าราบกว้างใหญ่ทางภาคเหนือ มักยอกทัพมาปล้นสะดมตามหัวเมืองของรัฐฉิน จ้าว และเอื้อย ยังความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินอยู่มิได้หยุดหย่อน ผู้ครองเมืองทั้ง 3 แห่ง จึงได้สร้างกำแพงเมืองของตนเองขึ้นมาปกป้องตนเอง และเมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว "ฉินซื่อหวงตี้" ต้องการให้บ้านเมืองสงบสุข จึงส่งแม่ทัพหม่ง เถียน ไปปราบปราม และทำการเชื่อต่อกำแพงของทั้ง 3 เมืองเข้าด้วยกัน อีกทั้งได้ขยายออกไปจากทิศตะวันตกที่เมืองหลินเถา (อำเภอหมินเสี้ยนในปัจจุบัน) จนมาถึงเมืองเหลียวตงทางทิศตะวันออก รวมระยะทางทั้งหมด 12,000 ลี้ หรือประมาณ 6,000 กิโลเมตร ซึ่งเป็นที่มาของชื่อกำแพงที่ว่า "หว่านหลี่ฉางเฉิง" นั่นเอง

นอกจากนี้คำว่า "ชาวจีน" ที่เราเรียกกันนั้น ก็มาจากคำว่า "ชาวฉิน" นี่เอง

(แทรกเพลง)

หลังจากนั้นในยุคต่อๆ มา จักรพรรดิทุกราชวงศ์ต่างเห็นความสำคัญของกำแพงเมืองจีน ในการป้องกันการรุกรานจากชนเผ่าเร่ร่อน จึงมีการสร้างขึ้นต่อเนื่องเรื่อยๆ จนในปัจจุบันนับรวมแล้วมีความยาวกว่า 8851.8 กิโลเมตร โดยเฉพาะในช่วงราชวงศ์หมิงนั้นทั้งสร้างใหม่และปรับปรุงของเก่าที่มีอยู่แล้วให้มีสภาพที่ดี แต่พอมาถึงสมัยราชวงศ์ชิงซึ่งมีศึกจากข้างนอกประเทศมากมายและความปั่นป่วนภายในเอง ทำให้กำแพงเมืองจีนไม่ได้รับการเหลียวแล

ที่ปาต๋าหลิ่ง ซึ่งเป็นจุดที่มีผู้มาเยี่ยมชมมากที่สุดนั้น ก็เพิ่งได้รับการบูรณะให้สวยงามดังเดิมและสร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญหลังจากได้รับการคัดเลือกจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก และยกย่องให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

กำแพงบริเวณนี้มีความสูงเฉลี่ย 7.8 เมตร ช่องทางเดินบริเวณสันกำแพงมีความกว้างเฉลี่ย 6.5 เมตร ซึ่งสามารถนำม้า 6 ตัวขึ้นไปวิ่งพร้อมกันได้ มีช่องระหว่างระเบียงกำแพงที่มีรูปคันธนูสลักไว้เป็นสัญลักษณ์การประจำการของพลธนู และระหว่างทางก็จะมีป้อมที่ทั้งทำหน้าที่ยิงอาวุธใส่ข้าศึกศัตรู และเป็นที่พักด้วย ส่วนป้อมขนาดเล็กหน่อยจะเป็นที่สำหรับหน่อยส่งสัญญาณไฟ เพื่อติดต่อสื่อสาร

นอกจากปาต๋าหลิ่งแล้ว ยังมีกำแพงเมืองจีนอีก 2 แห่ง ซึ่งน่าจะไปเห็นด้วยตาของตนเองคือ "เจียอวี้กวน" ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นทางทิศตะวันตก ตั้งอยู่ที่เมืองอวี้กวน มณฑลกานซู่ ก่อสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง เมื่อราวปี 1372 แต่ด่านแห่งนี้ไม่เคยได้ใช้งานสงครามเลย จึงชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ด่านสันติภาพ" หรือ "เหอผิงกวน"

อีกแห่งหนึ่งคือ "ซานไห่กวน" ซึ่งเป็น "ด่านแรกของกำแพงเมืองจีน" ตั้งอยู่ระหว่างมณฑลเหอเป่ยและมณฑลเหลียวหนิง ด้านเหนือของซานไห่กวนติดกับภูเขาเยียนซาน ด้านใต้ติดทะเลป๋อไห่ เวลาขึ้นไปยืนอยู่บนด่านจึงสามารถมองเห็นทิวทัศน์ภูเขาอันสูงตระหง่านและท้องทะเลสีเงิน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อด่านด้วย เพราะ "ซาน" แปลว่าภูเขา และ "ไห่" แปลว่าทะเล นั่นเอง

นอกจากนี้ยังมีด่านอื่นๆ ที่ยังคงสภาพสวยงามและน่าไปให้ถึง เช่น "ด่านเหนียงจื่อกวน" ในมณฑลซานซี "ด่านอวี้เหมือนกวน" ในมณฑลกานซู่ "ด่านเจวียงกวน" ที่มณฑลเหอเป่ย "ด่านเพียนโถวกวน" และ "ด่านเอี้ยนเหมินกวน" ในมณฑลซานซี และระหว่างด่านเหล่านี้ กำแพงโบราณก็ยังคงทอดตัวอยู่ บางแห่งอาจจะเห็นเพียงแค่เศษซาก บางแห่งก็ไม่ได้สูงใหญ่ ยิ่งบางแห่งที่อยู่ในทะเลทรายก็ได้สูญสลายไปหมดแล้ว แต่ชาวจีนทุกคนก็ยังพยายามรักษามรดกของชาตินี้ไว้ให้ยั่งยืนนานที่สุด ทั้งเพื่อแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของชาติ และยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสูญเสีย และโศกนาฏกรรมต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นทั้งในและนอกกำแพงหมื่นลี้แห่งนี้

(แทรกเพลง)

พิพิธภัณฑ์กำแพงเมืองจีนเปิดทำการตั้งแต่เมื่อปี 1994 และไม่ต้องเสียค่าบริการใด ขอเพียงแค่มีความสนใจอยากเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ก็สามารถเข้าชมได้ทันที

การเดินทางไปยังปาต๋าหลิ่งในปัจจุบันนั้นยิ่งแสนสะดวกสบาย เพราะมีบริการรถไฟความเร็วสูง เดินทางออกจากปักกิ่งที่สถานีรถไฟสายเหนือทุกชั่วโมงตั้งแต่เช้าจรดเย็น ค่าโดยสารเพียงแค่ 17 หยวน ที่นั่งและบริการไม่ต่างจากเครื่องบินโดยสารเลยทีเดียว

ที่สำคัญและเป็นเสน่ห์อย่างยิ่งของการมาเที่ยวกำแพงเมืองจีนที่ปาต๋าหลิ่ง นั่นก็คือ ฤดูที่แตกต่างทั้ง 4 ฤดู จะให้ความรู้สึกและภาพที่แตกต่างกัน ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากมายกลับมาที่นี่ครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อค้นหาภาพประทับใจของตนเอง

กำแพงเมืองจีน หากเรานิ่งคิดและมองอย่างลุ่มลึกแล้ว จะรู้ได้ว่า คำว่า "สิ่งมหัศจรรย์"มิได้มีความหมายแต่การเป็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะกำเนิดขึ้นมาได้จากมือเล็กๆ ของมนุษย์

แต่ความ "มหัศจรรย์" ที่แท้จริงของกำแพงเมืองจีนก็คือ เรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นทั้งในและนอกกำแพงซึ่งยืนสู้แดดฝนมานานมากว่า 2,000 ปี เป็นประจักษ์พยานทั้งเรื่องที่นำมาซึ่งความสุขและความทุกข์ยาก ทั้งความแตกแยกและความสามัคคี เป็นทั้งอดีตและอนาคต ที่ชาวจีนทุกคนต่างรำลึกและจดจำ จนยากจะแยกออกจากจิตวิญญาณของทุกคน

วันนี้ รายการหน้าต่างเมืองจีน หมดเวลาลงแล้ว

พบกับผม พัลลภ สามสี ได้ในวันและเวลาเดียวกันนี้

สวัสดีครับ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ตอบคำถามออนไลน์
ทบทวนรายการน่าสนใจ
ภาพยอดฮิต
เว็บไซต์ึเพื่อนซีอาร์ไอ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Play Stop
© China Radio International.CRI. All Rights Reserved.
16A Shijingshan Road, Beijing, China. 100040