
ภาพยนตร์้เรื่องนี้มี 5 เรื่องที่สามารถสะท้อนชีวประวัติของขงจื๊ออย่างชัดเจนอันได้แก่
เรื่องแรกคือ การท้าทายใหญ่ที่สุดเมื่อขงจื๊อดำรงตำแหน่งนายอำเภอในแคว้นหลู่ และช่วยอ๋องแคว้นหลู่ปกครองแผ่นดิน สิ่งที่ต้องเผชิญก็คือ "สามตระกูลยึดอำนาจปกครองแคว้นหลู่" สามตระกูลนี้ได้แก่ตระกูลเมิ่ง ตระกูลซู และตระกูลจี้ ในสามตระกูลนี้ตระกูลจี้มีอำนาจสูงสุด เมื่อบิดาจี้ซุนเซอถึงแก่กรรม ตระกูลจี้จะฝังคนทั้งเป็นพร้อมกับบิดา แต่ขงจื๊อเสนอให้ยกเลิกระบบการฝังคนทั้งเป็น ในที่สุดจี้ซุนเซอจึงยกเลิกการฝังคนทั้งเป็นพร้อมกับคนตาย ตั้งแต่นั้นมาขงจื๊อกับจี้ซุนเซอก็มีข้อขัดแย้งกันมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยจี้ซุนเซอทำท่าสนับสนุนหลักการปกครองของขงจื๊อ แต่กลับแอบวางยาขงจื๊อในเรื่องต่าง ๆ
ส่วนเรื่องที่สองคือ การปฏิบัติตามหลักการปกครองของขงจื๊อทำให้แคว้นหลู่เจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อย ๆ แคว้นฉีซึ่งเป็นแคว้นเพื่อนบ้านของแคว้นหลู่มองการพัฒนาของแคว้นหลู่เป็นภัยคุกคาม จึงคิดเป็นพันธมิตรกับแคว้นหลู่เพื่อควบคุมอำนาจของแคว้นหลู่ แต่ขงจื๊อรู้อยู่แก่ใจว่าการเดินทางไปเซ็นสัญญาของอ๋องแคว้นหลู่กับอ๋องแคว้นฉีนั้นอันตรายมาก จึงเรียกร้องให้จี้ซุนเซอเตรียมรถทหาร 500 คันตามหลังอ๋องแคว้นหลู่ แต่จี้ซุนเซอไม่ปฏิบัติ ในการเจรจากับอ๋องแคว้นฉี ขงจื๊อเรียกคืนดินแดนของแคว้นหลู่ อ๋องแคว้นฉีจึงส่งสัญญาณให้กองทัพที่ซ่อนอยู่ยกออกมา ส่วนขงจื๊อก็สั่งให้รถวัว 100 คันก่อฝุ่นหนามากเพื่อหลอกให้อ๋องแคว้นฉีเชื่อว่าอ๋องแคว้นหลู่ก็ได้นำกองทหารจำนวนมากมาด้วย สุดท้ายแคว้นฉีจึงยอมคืนดินแดนให้แคว้นหลู่ เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถทางการต่างประเทศของขงจื๊อ
เรื่องที่สามคือ ขงจื๊อเสนอให้รื้อกำแพงเมืองที่สามตระกูลซึ่งมีอำนาจสูงในแคว้นหลู่สร้างขึ้น กงซันหนิ่ว ที่ปรึกษาผู้มีอิทธิพลของตระกูลจี้จึงยกทัพทำการกบฏโดยหมายยึดเมืองชีฝู่ และตั้งตนเป็นอ๋อง แต่ขงจื๊อใช้กลยุทธที่ชาญฉลาดเอาชนะกงซันหนิ่ว แต่อย่างไรก็ตาม ช่วงหลังอ๋องแคว้นหลู่หลงไหลในสาวงามที่แคว้นฉีส่งมา ไม่สนใจเรื่องการปกครองอีก ขงจื๊อรู้สึกเสียใจมาก ประกอบกับถูกคนใส่ความ ขงจื๊อจึงเริ่มชีวิตการเดินทางเพื่อเผยแพร่หลักการปกครองของตนในแคว้นต่าง ๆ

เรื่องที่สี่คือ เมื่อขงจื๊อเดินทางไปแคว้นต่าง ๆ แคว้นแรกที่เดินทางไปถึงคือแคว้นเว่ย อ๋องแคว้นเว่ยเป็นผู้สูงอายุมาก อำนาจปกครองแผ่นดินตกอยู่ในมือของหนานจื่อ สนมเอกของอ๋องแคว้นเว่ย หนานจื่อได้ยินชื่อเสียงของขงจื๊อจึงแนะนำให้อ๋องแคว้นเว่ยแต่งตั้งขงจื๊อเป็นขุนนางระดับสูง แต่อ๋องแคว้นเว่ยมองขงจื๊อเป็นเพียงผู้ขยันเล่าเรียนเท่านั้นจึงไม่เคยให้ความสำคัญกับขงจื๊อ แต่เมื่อสนมเอกของตนชื่นชมขงจื๊อมาก อ๋องแคว้นเว่ยจึงสั่งให้ขงจื๊อไปเข้าเฝ้าหนานจื่อ หนานจื่อถามถึงความคิดเห็นในเรื่องคุณธรรม เมตตาธรรมของขงจื๊อ และกล่าวว่าตนชื่นชอบขงจื๊อ เมื่อขงจื๊อกลับมาแล้วก็บอกลูกศิษย์ว่า แคว้นเว่ยจะเกิดจลาจล จากนั้นขงจื๊อกับลูกศิษย์ก็พากันเดินทางไปแคว้นอื่น
ตอนจบของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ แคว้นฉีกับแคว้นหลู่สู้รบกันสถานการณ์ในแคว้นหลู่หมิ่นเหม่มาก จี้ซุนเซอนึกถึงขงจื๊อ คิดจะเชิญขงจื๊อกลับแคว้นหลู่ แต่ที่ปรึกษาของจี้ซุนเซอเห็นว่าขงจื๊อมีอายุค่อนข้างสูง น่าจะเชิญหย่านฉิว ลูกศิษย์ของท่านกลับมาช่วยแคว้นหลู่ เมื่อแคว้นหลู่เอาชนะแคว้นฉีแล้ว จี้ซุนเซอก็ลังเลไม่อยากเชิญขงจื๊อกลับแคว้นหลู่อีก แต่ก่อนถึงแก่กรรมจี้ซุนเซอรู้สึกเสียใจมาก และสั่งให้ลูกชายว่าต้องเชิญขงจื๊อกลับแคว้นหลู่ ในที่สุดขงจื๊อตัดสินใจกลับแคว้นหลู่ ตั้งแต่นั้นมาท่านก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีก สิ่งที่ท่านทำก็คือรวบรวมพิธีกรรมโบราณ บทเพลง ตำราโบราณ และลำดับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้งสั่งสอนลูกศิษย์ ภายหลังขงจื๊อได้ล้มป่วยหนัก และเจ็ดวันให้หลังท่านก็ได้อำลาจากโลกนี้ไป รวมอายุได้ 73 ปี
5 เรื่ิองนี้นับเป็นประสบการณ์สำคัญในชีวิตขงจื๊อ และก็เป็นเรื่องที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงภาพลักษ์ของขงจื๊อ


















