พ. สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่รัก ผม พัลลภ สามสี และคุณ หลิว หรง มาพบกับท่านผู้ฟังในรายการ คุยกันวันละประเด็น ทุกวันเสาร์ครับ
ล. ค่ะ ในรายการวันนี้ เราจะตอบจดหมายจากท่านผู้ฟังค่ะ คำถามแรกจากคุณพเนจร เขาอยากรู้ว่า เซี่ยเหมินมีอะไรน่าเที่ยวบ้าง หรือไม่ก็พื้นที่รอบๆ พูดถึงเมืองเซี่ยเหมิน ไม่ทราบว่าคุณพัลลภเคยไปเที่ยวไหมคะ
พ.ผมเคยแวะที่สนามบินเซี่ยเหมิน แล้วก็ขึ้นเครื่องเดินทางต่อแล้วครับ
ล.โชคดีที่ดิฉันเคยไปเที่ยวเมืองเซี่ยเหมินและเขตรอบๆ มาแล้ว ประทับใจมากค่ะ ไปแล้วอยากไปอีก วันนี้เราก็พาคุณพเนจร และท่านผู้ฟังไปเที่ยวเมืองเซี่ยเหมินและเขตรอบๆ กันหน่อยดีไหมคะ
พ. ครับ เมืองเซี่ยเหมินเป็นเมืองใหญ่ของมณฑลฮกเกี้ยน มณฑลชายฝั่งทะเลทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของจีน ไม่เพียงแต่เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษของจีน เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยดั้งเดิมของชาวจีนโพ้นทะเลจำนวนมาก และมีแหล่งท่องเที่ยวที่มีทิวทัศน์สวยงามอีกด้วย
ล. ใช่แล้วค่ะ เมืองเซี่ยเหมินมีสถานที่น่าเที่ยวหลายแห่ง เช่น สวนป่าภูเขาเทียนจู๋ ที่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 30 กิโลเมตร กินพื้นที่ประมาณ 27 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมป่าสนพันธุ์หม่าเหว่ยถึง 96.8% ทำให้อากาศสดชื่นมาก ในสวนป่ามีห้อนหินรูปแปลกประหลาดกระจัดกระจายอยู่ ดูเหมือนลูกท้อ เต่าทะเล หัวนก โต๊ะแปดเซียน และในเขตสวนยังมีทะเลสาบจำลอง 5 แห่ง น้ำใสแจ๋วเหมือนกระจกเงา เมื่อเดินเล่นในสวน เหมือนอยู่ท่ามกลางโลกมหัศจรรย์ และใชวนห้เกิดจินตนาการสร้างสรรค์
พ. กลับจากสวนป่าแล้ว เราไปเที่ยวตัวเมืองกันสักหน่อยซินะครับ ซึ่งในเมืองเซี่ยเหมินมีมหาวิทยาลัย 3 แห่งที่พลาดชมไม่ได้ คือมหาวิทยาลัยเซี่ยเหมิน มหาวิทยาลัยจี๋เหม่ย และมหาวิทยาลัยหวาเฉียว โดยมหาวิทยาลัยเซี่ยเหมินมีชื่อเสียงที่สุด สร้างขึ้นเมื่อปี 1921 มีประวัติศาสตร์มา 90 ปีแล้ว ปัจจุบันมีนักศึกษาระดับต่างๆ รวมกว่า 38,000 คน รั้วมหาวิทยาลัยมีพื้นที่กว้างใหญ่ นอกจากอาคารเรียน หอพักนักศึกษา และร้านอาหารหลายแห่งแล้ว ยังมีสนามกีฬา หอสมุด ทะเลสาบขุด อ่างเก็บน้ำ ตลอดจนพิพิธพันธ์มนุษยวิทยา มีบรรยากาศวัฒนธรรมที่เข้มข้น
ล. ค่ะ และสถานที่ที่ใกล้ๆ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง มีชื่อเสียงเท่าเทียมกัน หรือว่าจะดังกว่ามหาวิทยาลัยเซี่ยเหมินก็ได้ นั่นก็คือ วัดหนาน ผู่ ถัว ซึ่งวัดแห่งนี้ขึ้นชื่อจากการถวายบูชาเจ้าแม่กวนอิม สร้างขึ้นเมื่อสมัยราชวงค์ถัง มีประวัติศาสตร์กว่า 1,000 ปีแล้ว ในวิหารใหญ่มีเจ้าแม่กวนอิมในท่าต่างๆ หลายองค์ พระจิกงและพระหยกที่อันเชิญจากเมียนม่าร์ นอกจากนี้ ยังเก็บสะสมระฆัง ตะคันทองเหลืองของราชวงค์ถังและราชวงศ์ซ่ง ในวัดยังมีสถาบันพุทธศาสนาศึกษา หมิ่นหนาน สร้างขึ้นเมื่อปี 1925 จนถึงทุกวันนี้ ยังมีนักศึกษาจำนวนมากมาศึกษาที่นี่ และอีกอย่างที่ต้องเล่าถึงคือ อาหารเจและขนมเจในวัด ทำด้วยฝีมือประณีต เอร็ดอร่อยมาก ดิฉันก็เคยซื้อขนมเจหลายกล่องหิ้วกลับปักกิ่ง อร่อยจริงๆ เพราะที่กรุงปักกิ่งหาซื้อไม่ได้ และบางทีถ้ามีเพื่อนไปทำธุระที่เซี่ยเหมิน ยังฝากให้ซื้ออีก
พ. อร่อยถึงขนาดนี้หรือครับ ขนมนี้ชื่ออะไร
ล. ชื่อว่า "ซู่ปิ่ง" แปลว่าขนมเจ เป็นขนมเปี๊ยะยัดไส้ มีหลายไส้ด้วย อาทิ ถั่วเขียว ถั่วแดง ฟักทอง มะพร้าว ชาเขียว เผือก ข้าวโพด เนื้อขนมเปี๊ยะบาง และใส่ไส้นิ่วนวล หอมมากๆ ถ้าคุณพัลลภมีโอกาสไปเมืองเซี่ยเหมิน ต้องชิม "ซู่ปิ่ง" หน่อยนะคะ รับรองว่า จะชอบแน่ๆ ค่ะ และอีกอย่าง ที่ปักกิ่ง และเมืองอื่นๆ ไม่มีขาย และถ้าไปจริง ดิฉันฝากซื้อด้วยนะคะ
พ. แค่คิดว่าได้รับประทานขนมโอชารส "ซู่ปิ่ง" ในจินตนาการแล้ว ผมก็คงมีกำลังไปเที่ยวต่อแล้วครับ ต่อไปผมจะพาท่านผู้ไปเที่ยวเกาะกู่ล่างอี่ว์ ที่มีฉายานามว่า"เกาะเปียโน" ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดังที่สุดของเมืองเซี่ยเหมิน
ล. ดีมากค่ะ เท่าที่รู้มา ถ้าคนต่างถิ่นเดินทางไปถึงเมืองเซี่ยเหมิน คนท้องถิ่นก็จะบอกว่า คนที่ไปเมืองเซี่ยเหมิน หากไม่ไปเกาะกู่ล่างอี่ว์ ก็เหมือนกับว่า ไปไม่ถึงเมืองเซี่ยเหมิน เพราะว่า บนเกาะกู่ล่างอี่ว์ไม่เพียงแต่มีทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงามเท่านั้น หากยังมีโบราณสถานที่มีชื่อเสียงด้วย กล่าวได้ว่า เป็นสัญลักษณ์ของเมืองเลยก็ว่าได้
พ.เกาะกู่ล่างอี่ว์อยู่ห่างจากตัวเมืองเซี่ยเหมินเพียง 500-600 เมตรเท่านั้น นั่งเรือข้ามฟากประมาณ 10 นาทีก็ถึง เกาะนี้มีเนื้อที่ไม่ถึง 2 ตารางกิโลเมตร สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญมีสวนซูจวงฮวาหยวน รึกวงเหยียน เป็นต้น เนื่องจากเกาะกู่ล่างอี่ว์มีอากาศอบอุ่นทั้ง 4 ฤดู และมีพันธุ์พืชกว่า 4,000 ชนิด จึงทำให้เกาะนี้ปกคลุมด้วยสีเขียวตลอดปี
ล. กู่ล่างอี่ว์นอกจากมีทัศนียภาพธรรมชาติแล้ว ยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพราะเคยเป็นฐานทัพสำคัญของวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่เจิ้งเฉิงกง ในการยึดเกาะไต้หวันจากชาวเนเธอร์แลนด์กลับคืนมาสู่ประเทศจีน
จนกระทั่งทุกวันนี้ บนเกาะยังมีโบราณสถานหลายแห่งที่เจิ้งเฉิงกงเหลือไว้ เช่น ป้อมปราการหลงโถว สถานที่ฝึกซ้อมทหารเรือ รวมทั้งบ่อน้ำจืดแห่งเดียวบนเกาะที่เรียกว่า "กั๋วซิ่งจิ่ง"
พ.กู่ล่างอี่ว์ถือเป็นแหล่งผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมตะวันตกกับตะวันออก ได้รับการขนานนามว่า พิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมนานาชาติ
เมื่อต้นศตวรรษที่20ช่วงสงครามฝิ่น เคยตกเป็นเขตเช่าร่วมของกลุ่มชาติตะวันตก อังกฤษ อเมริกา เยอรมนี ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น รวม 13 ประเทศเคยจัดตั้งสถานกงสุลอยู่บนเกาะนี้ตามลำดับ ชาวจีนโพ้นทะเลที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจก็กลับมาซื้อที่ดินสร้างบ้านบนเกาะนี้ ทำให้กู่ล่างอี่ย์มีตึกอาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกจำนวนมาด
ล.ชาติตะวันตกได้สร้างโบสถ์ทั้งของศาสนาคริสต์ทั้งแบบทั่วไปและโรมันคาทอลิก คนท้องถิ่นได้รู้จักดนตรีของชาติตะวันตกโดยผ่านบทเพลงทางศาสนา โดยเฉพาะเปียโนยิ่งได้รับความชื่นชอบจากชาวกู่ล่างอี่ว์ กู่ล่างอี่ว์มีประชากรไม่ถึง 2 หมื่นคน แต่มีเปียโนกว่า 5,000 หลัง และยังมีเครื่องดนตรีขนาดใหญ่และเล็กนับหมื่นชิ้น เฉลี่ยแล้วมีประมาณคนละชิ้น ดังนั้น กู่ล่างอี่ว์จึงเรียกได้อีกชื่อหนึ่งว่า"เกาะเปียโน" กระทั่งสิ่งก่อสร้างบริเวณท่าเรือข้ามฟากก็เป็นรูปทรงเปียโนสามเหลี่ยม เมื่อเดินตามทางระหว่างสถาปัตยกรรมต่างๆ มักจะได้ยินเสียงเปียโนดังแว่วมาจากบ้านเรือนแทบทุกหลัง คนท้องถิ่นเล่าว่า ชาวกู่ล่างอี่ว์ชอบดนตรี ตั้งแต่โรงเรียนอนุบาลไปจนถึงโรงเรียนมัธยมศึกษา เด็กทุกคนต้องเรียนเปียโนหรือไวโอลินรวมทั้งเครื่องดนตรีอื่นๆ เป็น
พ. เนื่องจากเปียโนได้รับความชื่นชอบมากในกู่ล่างอี่ว์ เมื่อปี 1913 จึงมีการสร้างพิพิธภัณฑ์เปียโนกู่ลั่งอวี่ขึ้น ถือว่ามีหนึ่งไม่มีสองในเอเชีย พิพิธภัณฑ์เปียโนกู่ลั่งอวี่กินพื้นที่ประมาณ 2,000 ตารางเมตร เริ่มเปิดตั้งแต่ปี 2000 เป็นพิพิธภัณฑ์เฉพาะกิจแต่เพียงแห่งเดียวในโลกที่จัดแสดงเปียโนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ภายในพิพิธภัณฑ์เก็บเปียโนโบราณที่มีชื่อเสียงไว้ประมาณ 100 หลังและแท่นที่ตั้งตะเกียง (ขาตั้งตะเกียง) เปียโนโบราณนับร้อยอัน ทั้งจากอังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา ออสเตรีย เยอรมนี ออสเตรเลียและญี่ปุ่น เป็นต้น ทั้งนี้เป็นผลงานสะสมในช่วงเวลากว่า 30 ปีของนายหูโหย่วอี้ (Hu Youyi) นักสะสมเปียโนชาวออสเตรเลียนเชื้อสายจีนผู้มีถิ่นเกิดที่กู่ลั่งอวี่
ล.เปียโนเก่าแก่ที่สุดที่สะสมไว้ในพิพิธภัณฑ์ก็คือ เปียโนที่ทำด้วยไม้แบบมีขาตั้งสี่ขา ยี่ห้อ "คลีเมนตี" (Clementi) ซึ่งมีประวัติเก่าแก่ที่สุดในโลก ประดิษฐ์ขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1804 ทำด้วยไม้ทั้งหลัง รวมถึงคีย์บอร์ดด้วย นอกจากนี้ เปียโนอื่นๆ ก็มีประวัติกว่า 100 ปีเช่นกัน นับว่าเป็นของที่หาได้ยากยิ่งในโลก นอกจากการจัดแสดงเปียโนประเภทต่างๆ แล้ว ภายในพิพิธภัณฑ์ยังตกแต่งด้วยภาพเขียนและภาพถ่ายของนักเปียโนผู้มีชื่อเสียงของโลกและของจีน เช่น ภาพเขียนของนักเปียโนเอกระดับโลกอย่างโยฮันน์ เซบาสเตียน บ๊าคและเฟรเดริก ฟรองซัวส์ โชแปง เป็นต้น และภาพถ่ายของนักเปียโนเอกและผู้อำนวยการเพลงของจีน เป็นต้น จึงกล่าวได้ว่า พิพิธภัณฑ์เปียโนแห่งนี้เป็นทั้งแหล่งรวมวัฒนธรรมเปียโนและแหล่งข้อมูลของนักดนตรีด้วย
พ.เวลานี้ พิพิธภัณฑ์เปียโนกู่ลั่งอวี่แบ่งหอแสดงออกเป็น 2 แห่ง และระเบียงเปียโนอีก 1 แห่ง ในระเบียงเปียโนมีการจัดแสดงเปียโนจำนวน 11 หลัง ซึ่งเคยเป็นเพื่อนคู่ใจของนักเปียโน 11 คนจากประเทศต่างๆ แต่ละหลังจัดแสดงโดยคงตามสภาพเดิมในบ้านของนักเปียโนไว้ ไม่ว่าจะเป็นแท่นที่ตั้งตะเกียงหรือภาพเขียนสีน้ำมัน ล้วนคงอยู่ในสภาพเดิม แต่ละวันจะต้อนรับผู้ชม 1,000-2,000 คน วัฒนธรรมเปียโนที่นี่น่าสนใจมาก นับจนกระทั่งปัจจุบันได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกกว่า 3,500,000 คนแล้ว ทุกๆ วัน หลังการบรรยายเสร็จแล้ว พนักงานในพิพิธภัณฑ์ยังจะบรรเลงเพลง "เพลงแห่งกู่ลั่งอวี่" ให้ฟังด้วย นอกจากนี้ ในช่วงเทศกาลเปียโนกู่ลั่งอวี่ ยังจะย้ายเปียโนบางหลังไปที่หอดนตรีกู่ลั่งอวี่เพื่อให้นักเปียโนบรรเลงเพลงที่มีชื่อเสียงระดับโลก กล่าวได้ว่า ไม่ว่านักท่องเที่ยวทั่วไปหรือนักดนตรี ศิลปิน ล้วนจะสามารถซึมซับและเพิ่มสติปัญญาทางศิลปะจากพิพิธภัณฑ์เปียโนกู่ลั่งอวี่แห่งนี้ได้
------------------------------------------------
ล. คำถามต่อไปจากคุณผู้ฟังชื่อว่า Kitti ต้องการไปเที่ยวให้ตรงเทศกาลชอตันของทิเบตในปีนี้ จึงอยากทราบวันเวลาของปี 2011 เพื่อจัดวางแผนเดินทาง
พ. ครับ ทิเบตเป็นถิ่นที่สวยงาม และลี้ลับแห่งหนึ่งของจีน มีศิลปวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีพืชและสัตว์นานาชนิตอันล้ำค่า นอกจากนี้ ขนบทำเนียมประเพณีที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ก็เป็นสิ่งดึงดูดใจนักท่องเที่ยวทั้งจีนและต่างประเทศให้ไปเยือน ถ้ามีเวลา และมีกำลังทรัพย์เพียงพอ ผมก็อยากไปสัมผัสความลี้ลับของทิเบตเหมือนกัน เทศกาลชอตัน หรือภาษาจีนกลางเรียกว่า "เสวี่ยตุ้น" (Shoton Festival) เป็นเทศกาลอะไร จัดอยู่ในเมืองไหน และโดยปกติจัดในช่วงเวลาอะไร คุณหลิวหลงจะช่วยอธิบายครับ
ล.เป็นเทศกาลดั้งเดิมที่มีบรรยากาศคึกคักที่สุดอย่างหนึ่งของทิเบต โดยปกติเทศกาลนี้จัดที่เมืองลาซา เมืองเอกของเขตทิเบต จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 สิงหาคมของทุกปี แต่เนื่องจากเวลาจัดงานต้องเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 30 เดือน 6 ตามปฏิทินทิเบต ดังนั้น แต่ละปีจึงไม่ค่อยเหมือนกัน เช่นปี 2009 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-16 สิงหาคมตามปฏิทินสากล แต่ปี 2010 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-26 สิงหาคมตามปฏิทินสากล สำหรับปี 2011 นี้ ดิฉันนับแล้วน่าจะเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม แต่รายละเอียดยังคงต้องรอการประกาศจากทางการทิเบต แต่อย่างไรก็ตาม ก็คงประมาณนี้แหละค่ะ น่าจะเริ่มจัดราวๆ วันที่ 20 กว่าๆ เป็นเวลา 7 วัน เท่าที่ทราบ ในภาษาทิเบต คำว่า "เสวี่ย" หมายความว่า "นมเปรี้ยว" คำว่า "ตุ้น" หมายความว่า "กิน" ดังนั้นจึงมีความหมายโดยรวมว่า เทศกาลงานเลี้ยงนมเปรี้ยว ตามประเพณีของทิบต เทศกาลชอตันเริ่มด้วยพิธีการคลี่ภาพพระบฏค่ะ
พ.เมื่อแสงอาทิตย์แรกของวันสาดส่องบนยอดเขาเกินเพยอูจือ หลังวัดเดรปุง เสียงแตรกังวานอันเคร่งขรึมดังขึ้น ภาพพระบฏที่มี ขนาดใหญ่ถึง 500 ตารางเมตรจะค่อยๆ ถูกคลี่ลงมาตามไหล่เขาจนปรากฎภาพเขียนพระพุทธรูปองค์มีพระพักตร์ยิ้มและสงบนิ่ง พุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวที่มาเข้าร่วมพิธีพากันมอบผ้าแพรฮาต๋าแด่พระพุทธรูป และอธิษฐานขอพร สถานที่ประกอบพิธีเปี่ยมด้วยบรรยากาศอันเคร่งขรึม ชาวทิเบตมักพากันเดินทางมายังเมืองลาซาเพื่อเข้าร่วมพิธีนี้ ผู้ที่เดินทางมาจากท้องที่ไกลๆ ต้องใช้เวลาในการเดินทางถึง 3 สัปดาห์ แต่ชาวบ้านก็พยายามมาจนได้ และผู้ที่ได้เข้าร่วมพิธีคลี่ภาพพระบฏ มักรู้สึกตื่นเต้นและมีความสุขมาก
ล.ดิฉันรู้สึกว่า ชาวทิเบตมีความศรัทธาในพุทธศาสนามาก นักท่องเที่ยวที่ไปเยือนทิเบตจึงต้องเคารพบรรยากาศเช่นนี้อย่างจริงจังค่ะ
เทศกาลชอตันมีประวัติศาสตร์กว่า 1 พันปี เริ่มต้นเมื่อกลางศตวรรษที่ 11 เริ่มแรก เทศกาลนี้เป็นแต่เพียงศาสนกิจอย่างหนึ่งในวัดเท่านั้น ครั้นมาถึงศตวรรษที่ 17 เทศกาลชอตันพัฒนาเป็นเทศกาลที่ประกอบด้วยการแสดงละครพื้นบ้านทิเบตและพิธีคลี่ภาพพระบฏเป็นหลัก จึงได้สมญาว่า เป็นเทศกาลละครพื้นบ้านทิเบต และเทศกาลคลี่ภาพพระบฏ เมื่อปี 1994 ทางการเมืองลาซา จัดเทศกาลชอตันขึ้นอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก โดยมีการประกอบพิธีผึ่งแดดภาพพระบฏ มีการแสดงละครพื้นบ้าน และการละเล่นพื้นเมืองต่างๆ ทำให้ประเพณีดั้งเดิมนี้ได้รับการสืบทอดมาอย่างดี
พ. ครับ ถือได้ว่าเนื้อหาของเทศกาลมีความหลากหลายขึ้นมากกว่าเดิม เช่น มีการแสดงศิลปะ และจัดกิจกรรมท่องเที่ยวต่างๆ นอกจากนี้ ยังจัดงานเจรจาทางการค้าด้วย ช่วงเทศกาลทั้งหมด 7 วันนั้นเป็นวันหยุดราชการของชาวทิเบต ในช่วงระยะนี้ เมืองลาซาเปี่ยมไปด้วยบรรยากาศรื่นเริง ผู้คนสามารถไปเข้าร่วมพิธีคลี่ภาพพระบฏกับญาติมิตร ไปชมการแสดงละครพื้นบ้านและชมการละเล่นต่างๆ ที่อุทยานโรบูลินคา ซึ่งกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ล้วนสนุกสนานมาก
ล.ปัจจุบัน เทศกาลชอตันมีเนื้อหาและรูปแบบที่หลากหลายกว่าแต่ก่อนมาก ในจิตใจของพุทธศาสนิกชน เทศกาลนี้เป็นโอกาสอันดีที่จะบูชาพระพุทธรูปและอธิษฐานขอพร สำหรับเด็กๆ เทศกาลนี้เป็นเทศกาลที่เปี่ยมด้วยบรรยากาศรื่นเริง เป็นโอกาสอันดีที่จะได้ชมการแสดงศิลปะ และเข้าร่วมการละเล่นพื้นเมืองต่างๆ นอกจากนี้ ในปัจจุบัน เทศกาลชอตันยังเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปเยือนทิเบต และเป็นเวทีสำคัญในการเชิญชวนนักธุรกิจให้ความสนใจและไปลงทุน ทำธุรกิจที่ทิเบตด้วย
พ. ครับ ผมคิดว่าจะต้องเก็บเงินนับแต่วันนี้แล้ว เพื่อจะได้ไปร่วมพิธีต่างๆ และสัมผัสบรรยากาศเทศกาลชอตันในเดือนสิงหาคมปีนี้ รายการวันนี้ เราได้ตอบคำถามจากคนผู้ฟัง 2 ท่าน คือคุณพเนจร ที่อยากรู้ว่า เมืองเซี่ยเหมินมีอะไรน่าเที่ยวบ้าง และคุณ Kitti ที่ถามถึงวันเวลาจัดงานเทศกาลชอตันของเมืองลาซา เขตทิเบต หวังว่าข้ฝอมูลที่เราเสนอมาในวันนี้ มีประโยชน์ต่อท่านผู้ฟังไม่มากก็น้อยครับ พบกันใหม่ในรายการครั้งต่อไป สวัสดีครับ
ล.สวัสดีค่ะ


















