สารบาญ
-----------------------------
รายงานพิเศษ
-----------------------------
จีนทุกวันนี้
-----------------------------
โอลิมปิคเกมส์
-----------------------------
ยูนนานใต้เมฆสลับสี
-----------------------------
สารสนเทศเมืองไทย
-----------------------------
จุดฟูกัสอาเซียน
-----------------------------
ข่าวสารทั่วไป
-----------------------------
แหล่งมรดกโลก
-----------------------------
ประวัติศาสคร์วัฒนธรรม
1.2.3
-----------------------------
โลกแห่งการท่องเที่ยว
-----------------------------
ขนบประเพณีแห่งชนชาติ
-----------------------------
คอลัมน์บริการ
-----------------------------
เรียนภาษาจีน
-----------------------------
ปกิณกะการค้นคว้าเรื่องไท-ไทย
-----------------------------

-----------------------------

-----------------------------
อิทธิพลของพระพุทธศาสนาต่อ
ศิลปะและวรรณกรรมจีน
      วัฒนธรรมทางศาสนาย่อมเป็นบ่อเกิดของศิลปะ
-ภาษาและวรรณกรรม ไม่ว่าจะเป็นโลกตะวันออกหรือ
โลกตะวันตกก็ตาม วัฒนธรรมพุทธเป็นวัฒนธรรมทาง
ศาสนาที่มีอิทธิพลต่อชาวตะวันออกอย่างลึกซึ้ง ซึ่งรวม
ทั้งต่อชาวจีนด้วย อิทธิพลของวัฒนธรรมพุทธที่มีต่อ
วัฒนธรรมจีนนั้น มิได้ส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมจีนแต่
เพียงฝ่ายเดียว หากยังส่งผลสะท้อนกลับไปสู่วัฒนธรรม
พุทธอีกด้วย
      เมื่อพุทธศาสนาแพร่เข้าสู่ดินแดนจีน พุทธปรัชญา
ว่าด้วยโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า กลายเป็นความรับ
รู้ใหม่อย่างสิ้นเชิงของชาวจีนทั้งมวล เป็นสิ่งที่ชาวจีนไม่
เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน สิ่งแรกที่ทำให้ชาวจีนทั่วๆ ไปเกิด
ความรู้สึกแปลกใหม่ ตื่นตาตื่นใจก็คือ ทฤษฎีการมุ่ง
สู่นิพพานและหนทางที่จะมุ่งสู่นิพพาน ในวัฒนธรรมดั้ง
เดิมของจีน แม้จะมีการแสดงออกถึงความเบื่อหน่ายโลก
เบื่อหน่ายสังคม เบื่อหน่ายสิ่งแวดล้อมรอบตัวเหมือน
กัน แต่วิถีทางหลุดพ้นของพวกเขาจะหยุดอยู่แค่ ¡°ขี่วัว
ออกไปนอกเมือง¡± หรือไม่ก็ ¡°กลายเป็นอินทรีบินไปสุด
สวรรค์ชั้นเก้า¡±แม้แต่ยอดปรัชญาเมธีอย่างขงจื๊อ ก็คิด
หลบหนีโลกอันอลเวงเพียงแค่ ¡°ล่องแพออกไปสู่สมุทร
กว้าง เมื่อศีลธรรมในสังคมเสื่อมสูญ¡± ทัศนคติเหล่านี้
ล้วนเป็นทัศนคติของคนที่ต้องการหนีโลกอันชุลมุนวุ่นวาย
ซึ่งเต็มไปด้วยกิเลส ตัณหาร้อยแปด ไปแสวงหาความ
สงบ สันโดษ อันเป็นการตัดจากโลกภายนอก แต่การ
ตัดโลกชนิดนี้ เป็นการตัดในขั้นกระพี้เท่านั้น ต่อเมื่อ
พุทธปรัชญาว่าด้วย โลกุตรธรรมและทฤษฎีว่าด้วยการ
เข้าสู่นิพพานได้เป็นที่รับรู้ของชาวจีนแล้ว ชาวจีนจึงได้
ก้าวจากวงเวียนความรับรู้แต่ดั้งเดิมมา ด้วยการปฎิเสธ
โลกที่เป็นอยู่อย่างสิ้นเชิง แสวงหาทางหลุดพ้นที่องอาจ
กล้าหาญยิ่งขึ้น ซึ่งก็คือการปฏิบัติตนเพื่อบรรลุสู่นิพ-
พาน แทนที่จะหยุดอยู่แค่ ¡°ขี่วัวออกไปนอกเมือง¡± หรือ
¡°กลายเป็นอินทรีบินไปสุดสวรรค์ชั้นเก้า¡±อย่างแต่ก่อน สิ่ง
ซึ่งตามมากับความรับรู้ใหม่คือ ความ รู้สึกพะว้าพะวัง
ความรู้สึกหวาดหวั่น เกรงขามเมื่อแหงนหน้าขึ้นมอง
ฟากฟ้ากว้าง อันเชื่อว่าที่สุดแห่งนิพพานนั้นอยู่ที่นั่นว่า
ดูช่างสูงส่งและห่างไกลเหลือประมาณ ซึ่งนี่แหละคือฐาน
แห่งแนวความคิดของศิลปะการสร้างพระพุทธรูปอัน
สูงใหญ่กว่ามนุษย์ชาวพาราหลายร้อยหลายพันเท่า ที่
สร้างไว้มากมายในป่าเขาลำเนาไพรบนผืนแผ่นดินจีน เช่น
พระพุทธรูปหินแกะสลักที่ตุนหวง ที่หยุนกั่ง ที่ต้าจุ๊
เป็นต้น พระพุทธรูปในสมัยแรกเริ่มนั้น จะมีลักษณะ
เหมือนกันอยู่ข้อหนึ่งคือ องค์พระพุทธรูปจะสูงใหญ่
มหึมา ดูน่าเกรงขาม น่าหวาดหวั่นสำหรับผู้ที่คิดจะใกล้
ชิด อันเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกคนในยุค
นั้นที่มีต่อพระพุทธศาสนาและทฤษฎีว่าด้วยการบรรลุ
ซึ่งนิพพานว่าช่างสูงส่งและห่างไกลเหลือที่จะประมาณ
      ครั้นพอล่วงเข้าสู่ยุคราชวงศ์ถัง (618-907) และซ่ง
ความรู้สึกเกรงขาม ความรู้สึกที่ว่าช่างห่างไกลสุดไขว่-
คว้า ค่อยๆ ลบเลือนไป ความรู้สึกสนิทสนม ใกล้ชิด
อบอุ่น ได้ค่อยๆ เข้ามาแทนที่ ความรู้สึกเหล่านี้ เราจะ
เห็นได้จากการสร้างพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์ต่างๆ
ในสมัยนี้ว่า จะอยู่ในอิริยาบถที่แสดงความเมตตา อารี
เป็นที่อบอุ่นใจของผู้ที่คิดจะชิดใกล้ จึงมีขนาดเล็กลง
เรื่อยๆ จนกระทั่งนำติดตัวไปไหนมาไหนได้ พระพุทธรูป
และพระโพธิสัตว์ทั้งหลายทั้งมวล ซึ่งเคยมีรูปร่างสูงใหญ่
มหึมา ก็เสมือนละจากแท่นดอกบัวอันสูงส่งบนกลีบเมฆ
ละจากหุบเขาลำเนาไพรอันห่างไกล ซึ่งล้วนแล้วแต่ที่
มนุษย์ไปไม่ถึง เข้ามาสถิตอยู่ในห้องพระ ในตู้พระของ
ชาวบ้านร้านถิ่นทั่วไป
      นักพุทธศาสตร์จีนเห็นว่า มีแต่เข้าสู่ยุคนี้แล้วเท่านั้น
พุทธศาสนาจึงอาจจะพูดได้ว่า หยั่งรากลึกลงบนผืนแผ่น
ดินจีนแล้วและสิ่งที่ติดตามมาด้วยก็คือ การปรากฏขึ้น
ของรูปแบบวรรณกรรมประเภทหนึ่ง ที่สืบเนื่องมาจาก
การเผยแพร่พุทธคัมภีร์ รูปแบบวรรณกรรมที่ว่านี้ เรียก
ว่า ¡°สูเจี่ยง¡± ซึ่งก็คือการเล่านิทานหรือตำนานต่างๆ ใน
พุทธคัมภีร์ด้วยภาษาตลาด บ่อเกิดแห่งวรรณกรรม
ประเภทนี้สืบเนื่องมาจากเพราะพุทธคัมภีร์มีความละเอียด
ลึกซึ้ง ยากต่อการเข้าใจของคนทั่วๆ ไป ประกอบกับผู้
คนในสมัยนั้นรู้หนังสือน้อย ระดับความสามารถในการ
รับรู้ปรัชญาและทฤษฎีต่างๆ อยู่ในขั้นต่ำ ดังนั้น การ
จะเผยแพร่พุทธคัมภีร์หรืออธิบายพุทธปรัชญาต่างๆ จึง
จำเป็นต้องใช้ภาษาง่ายๆ ที่ชาวบ้านทั่วไปฟังเข้าใจ ทั้งยัง
ต้องมีความสนุกสนาน ดึงดูดใจผู้ฟัง ด้วยเหตุผลนี้
พระอาจารย์ที่ทำหน้าที่ ¡°สูเจี่ยง¡± จึงใช้ทั้งวิธีขับ ร้อง อ่าน
และเล่าประกอบกันไป บางท่านก็จะเล่าโดยปากเปล่า บาง
ท่านก็จะเขียนต้นฉบับไว้ก่อน ต้นฉบับเหล่านี้ถือกันว่า
เป็นต้นแบบวรรณกรรมหลายประเภทของจีนทีเดียว
      นอกจากเรื่องราวที่เล่ามานี้แล้ว ยังมีสิ่งที่น่าสนใจ
อีกอย่างคือ พุทธศาสนาในจีน เมื่อวิวัฒนาการมาจนถึง
สมัยราชวงศ์ถังและซ่ง (ซ้อง) แล้ว สิ่งที่ชาวพุทธในจีน
ให้ความเชื่อถือศรัทธาอย่างแก่กล้านั้น กลับไม่ใช่พระ
หรือโพธิสัตว์ที่เกิดในอินเดีย กลับเป็นพระอาจารย์ที่มี
ตัวตนจริงๆ ในจีนเอง พระอาจารย์เหล่านี้ ได้รับยก
ย่องบูชาเป็นกึ่งเทพเจ้า กึ่งมนุษย์ พระอาจารย์ที่มีตัว
ตนจริงๆ เหล่านี้ ได้รับยกย่องว่าเป็นพระโพธิสัตว์องค์
ใดองค์หนึ่งที่กลับชาติมาเกิด เช่น พระศรีอริยเมตตรัย
หรือที่ชาวพุทธในจีนเรียกกันว่า ¡°หมีเล่อโฝ¡± นั้น โดย
ประวัติแล้ว ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ที่มีการกล่าวถึงใน
พุทธคัมภีร์ เชื่อกันว่าท่านถือกำเนิดในตระกูลพราหมณ์
ต่อมาได้ออกบวชเป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้า แต่
มรณภาพก่อนหน้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงมีพุทธ
ทำนายว่า พระศรีอาริยเมตตรัยนั้น จะเป็นพระพุทธเจ้า
ในอนาคตต่อจากพระองค์ท่าน ดังนั้น พุทธศาสนิกทั้ง
มวลจึงเคารพบูชาท่านในฐานะพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป
เกี่ยวกับความเชื่อในเรื่องนี้ มีมาแล้วในจีนเป็นเวลายาว
นาน รูปปฏิมาของท่านจะสร้างกันในลักษณะของพระ-
โพธิสัตว์หรือไม่ก็สร้างเหมือนพระพุทธเจ้าเลยก็มี แต่
พอเข้าสู่ยุคสมัย อู่ไต้ (907-960) ก็ปรากฏพระภิกษุรูป
หนึ่ง ชื่อ ชิฉือ รูปร่างอ้วนเตี้ย พุงพลุ้ย หน้าตาอัป-
ลักษณ์ เที่ยวเร่ร่อนบิณฑบาต ค่ำไหนนอนนั่น มิได้
จำวัดเป็นหลักแหล่ง บนหัวไหล่จะมีย่ามที่ทำด้วยผ้า
สะพายอยู่ตลอดเวลา ชาวบ้านจึงพากันขนานนามพระ-
ภิกษุรูปนี้ว่า ¡°พระย่ามผ้า¡± เล่ากันว่าพระย่ามผ้านั้น ท่าน
มีหูทิพย์ตาทิพย์ สามารถทำนายทายทักโชคชะตา ทุกข์สุข
เคราะห์ลางได้อย่างตาเห็น จึงเป็นที่เชื่อถือศรัทธาของ
ผู้คนทั่วไป และก่อนที่จะถึงแก่มรณกรรม ท่านได้เขียน
โศลกไว้บทหนึ่ง มีใจความว่า ท่านคือ ¡°หมีเล่อโฝ¡± ที่
แบ่งภาคมาเกิด เพื่อช่วยบรรเทาทุกข์ให้กับสรรพสัตว์
โลก และนับแต่นั้นมา ก็มีปฏิมากรรมชิ้นใหม่อีกชิ้นหนึ่ง
อุบัติขึ้นในวงการพุทธศาสนาในจีน นั่นก็คือ พระพุทธ
รูปอ้วน พุงพลุ้ย หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส บ่งบอกความ
เมตตาอารี นั่งอยู่ในท่าขัดสมาธิ มีย่ามผ้าสะพายอยู่บน
บ่าและนี่แหละคือ ¡°หมีเล่อโฝ¡± หรือพระศรีอาริยเมตตรัย
ในมโนคติของชาวจีน