
หลังทหารชนเผ่าแมนจูเข้ายึดครองกรุงปักกิ่ง ราชวงศ์ชิงได้ประกาศว่า ตนเข้ามาช่วยปราบกบฏ ขณะเดียวกัน ก็ได้ประกอบพิธีฝังพระศพจักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์หมิงที่ปลงพระชนม์ชีพองค์เอง จากนั้น ก็ได้ส่งกองทัพออกไปพิชิตกองทัพของหลี่ จื้อเฉิงโดยไม่ชักช้า ด้านหลี่ จื้อเฉิงได้นำทัพของตนมุ่งหน้าไปทางตะวันตกโดยไปตั้งมั่นที่เมืองซีอันในมณฑลส่านซี ซึ่งเป็นฐานที่มั่นแห่งแรกของตนในการก่อกบฏขึ้น กองทัพของราชวงศ์ชิงจึงตั้งมั่นในมณฑลซานซี จากนั้น แยกกำลังรบของตนออกเป็นสองส่วน แล้วรุกกระหนาบเข้าพิชิตเมืองซีอันเป็นรูปปากคีบ กำลังทหารของหลี่ จื้อเฉิงร่อยหรอลงทุกที และก็ไม่มีขวัญกำลังใจที่จะสู้รบกับทหารราชวงศ์ชิงด้วย ในที่สุด หลี่ จื้อเฉิงก็รวบรวมกำลังที่ยังเหลืออยู่หนีไปตามแม่น้ำฮั่นสุ่ย ระหว่างทาง หลี่ จื้อเฉิงถูกฆ่าตาย จะโดยทหารราชวงศ์ชิงหรือชาวนา ไม่เป็นที่ทราบกันแน่ชัด
ถัดจากปราบกบฏชาวนา เป้าหมายต่อไปของราชวงศ์ชิงได้แก่บรรดาเจ้าของราชวงศ์หมิงที่กระจัดกระจายตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ กำลังทหารของราชวงศ์ชิงมีความเข้มแข็งกว่าทหารราชวงศ์หมิงอย่างมาก สามารถรุกรบลงมาทางใต้ จากกรุงปักกิ่งจนถึงเมืองกว่างโจวในมณฑลกวางตุ้ง เป็นระยะทางประมาณ 2,000 กิโลเมตร ผลที่สุด ทหารราชวงศ์หมิงต้องอพยพหลบหนีกำลังทหารของราชวงศ์ชิงจากมณฑลกวางตุ้งไปตามแม่น้ำซีเจียงจนเข้าไปในเขตกวางสี นับแต่นั้นเป็นต้นไป ตลอดเวลาหนึ่งทศวรรษ ผู้ที่จงรักภักดีต่อราชวงศ์หมิงยังคงได้รวบรวมกำลังเพื่อต่อต้านทหารราชวงศ์ชิง แต่เป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น แม้ว่าจะมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะกอบกู้ราชวงศ์หมิง แต่ก็ไม่เข้มแข็งถึงขนาดเป็นกองทัพที่จะท้าทายแสนยานุภาพของราชวงศ์ชิงได้
“ซุ่นจื้อ” จักรพรรดิองค์แรกแห่งราชวงศ์ชิง ทรงปกครองอาณาจักรจีนได้เพียงหนึ่งทศวรรษเท่านั้น เนื่องจากทรงมีพระพลานามัยไม่ค่อยสมบูรณ์แข็งแรงมาแต่เยาว์วัย เมื่อค.ศ.1661 จักรพรรดิซุ่นจื้อได้ประชวรหนักแล้วสิ้นพระชนม์ลง จากนั้น จักรพรรดิคังซี โอรสของซุ่นจื้อที่มีพระชันษาเพียง 7 พรรษาเท่านั้นได้ขึ้นครองราชย์ โดยมีเจ้าแมนจู 4 องค์ที่เคยเป็นนักรบกรำศึกมาอย่างโชกโชนเป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
เมื่อจักรพรรดิคังซีมีพระชนมพรรษาได้ 13 พรรษา ทรงมีพระปรีชาสามารถยิ่งถึงขนาดกอบกู้พระราชอำนาจจักรพรรดิคืนมาจากหัวหน้าคณะผู้สำเร็จราชการได้ โดยจักรพรรดิคังซีทรงวางแผนใช้นายทหารองครักษ์ที่จงรักภักดีต่อพระองค์เข้าจู่โจมจับกุมหัวหน้าคณะผู้สำเร็จราชการไว้ได้ แล้วลงโทษหัวหน้าคนนี้ทันทีในข้อหาล่วงละเมิดพระราชอำนาจจักรพรรดิ มีความโอหังบังอาจ และกระทำการทุจริต หลังจากนั้น จักรพรรดิคังซีก็ทรงกุมอำนาจสูงสุดในการปกครองบริหารอาณาจักรได้สำเร็จ

พระราชภารกิจสำคัญและเร่งด่วนที่สุดที่จักรพรรดิคังซีต้องเผชิญหลังกุมอำนาจสูงสุดได้แก่ การรวมอาณาจักรอันกว้างใหญ่ไพศาลเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายใต้การปกครองของราชวงศ์ชิง แม้ว่าอู๋ซานกุ้ย ขุนพลราชวงศ์หมิงที่แปรพักตร์มาเข้ากับราชวงศ์ชิง ได้ช่วยราชวงศ์ชิงกวาดล้างเจ้าแห่งราชวงศ์หมิงองค์สุดท้ายจากแผ่นดินตะวันตกเฉียงใต้เรียบร้อยแล้ว แต่ดินแดนดังกล่าวก็ยังไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของราชวงศ์ชิงโดยตรง ระยะทางที่ห่างไกลจากกรุงปักกิ่ง และภูมิประเทศอันทุรกันดารทำให้ปฏิบัติการของกำลังทหารม้าของราชวงศ์ชิงเป็นไปโดยยากลำบาก แล้วยังมีชนเผ่านับสิบๆ ชนเผ่ากระจัดกระจายอยู่ตามบริเวณชายแดน กลไกการบริหารของราชสำนักชิงจึงยังไม่อาจแผ่ขยายออกไปอย่างมีประสิทธิภาพได้ ด้วยเหตุนี้ ดินแดนทางภาคตะวันตกเฉียงใต้และภาคตะวันออกเฉียงใต้ จึงยังคงอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของขุนพลราชวงศ์หมิงที่ได้แปรพักตร์มาเข้ากับฝ่ายราชวงศ์ชิง 3 คน ได้แก่ อู๋ซานกุ้ย ซั่นเคอสี่ และเกิ่งจ้งหมิง โดยอู๋ซันกุ้ยเป็นเจ้าผู้ครองอำนาจสิทธิ์ขาดเหนือมณฑลยูนนานกับมณฑลกุ้ยโจว และดินแดนบางส่วนของมณฑลหูหนานกับมณฑลเสฉวน ซั่งเคอสี่ครอบครองดินแดนมณฑลกวางตุ้ง และบางส่วนของเขตกวางสี ส่วนเกิ่งจ้งหมิง ครอบครองมณฑลฝูเจี้ยน
ภายในดินแดนที่ขุนพล 3 คนดังกล่าวปกครอง แม้ว่าราชสำนักชิงจะส่งขุนนางจากเมืองหลวงมาประจำการ แต่ขุนพลทั้ง 3 ก็มีอำนาจสูงสุดในการปกครองบังคับบัญชาทั้งทหารและพลเรือนแต่เพียงผู้เดียว การเข้ารับราชการกับขุนพลทั้งสามก็ต้องมีการสอบไล่เหมือนเข้ารับราชการในเมืองหลวง แล้วขุนพลทั้งสามนี้ยังมีบทบาทในการสร้างความสัมพันธ์กับชนเผ่าต่างๆ ที่มีถิ่นฐานทำมาหากินอยู่ในดินแดนที่ขุนพลทั้งสามปกครองด้วย ที่สำคัญที่สุดก็คือ มีอำนาจเก็บภาษีเอง และควบคุมการค้าโดยผูกขาดรายได้ทั้งหมด ขณะเดียวกัน ขุนพลทั้งสามยังพยายามเรียกร้องเงินก้อนใหญ่เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายทางทหารจากราชสำนักชิงตลอดมาด้วย ยิ่งเวลาล่วงไป แม้ว่าราชสำนักชิงจะยอมอดกลั้นต่อขุนพลทั้งสามนี้เพียงไร แต่ก็เป็นธรรมดาที่ข้อเรียกร้องต่างๆ จาก 3 ขุนพลดังกล่าว จะไม่มีจบสิ้น เมื่อขุนพลทั้งสามมีอายุสูงขึ้นจนถึงวัยชรา ราชสำนักชิงก็รู้เจตนาของขุนพลทั้งสามว่า เขาต้องการให้บุตรชายของตนได้สืบตำแหน่งเจ้าปกครองแว่นแคว้นของบิดาต่อไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด ต่อพฤติการณ์สามขุนพลดังกล่าว จักรพรรดิคังซีที่อยู่ในวัยหนุ่มแน่นย่อมไม่อาจยอมรับได้ แล้วจังหวะก็มาถึงเมื่อ ซั่งเคอสี่ หนึ่งในสามขุนพลล้มป่วยทำหนังสือทูลขออนุญาตมาว่า จะขอเกษียณอายุราชการ ถ้าจักรพรรดิคังซีทรงอนุญาต ก็จะขอกลับภูมิลำเนาเพื่อใช้ชีวิตในบั้นปลาย จักรพรรดิคังซีทรงอาศัยจังหวะนี้อนุญาตให้ซั่งเคอสี่เกษียณอายุราชการทันที และทรงดำเนินการรื้อฟื้นอำนาจการปกครองของราชสำนักชิงเหนือมณฑลกวางตุ้งโดยตรงไม่รั้งรอ เมื่ออู๋ซานกุ้ยกับเกิ่งจ้งหมิงทำหนังสือทูลขอเกษียณราชการ เป็นทำนองลองเชิงว่า จักรพรรดิคังซีจะทรงมีท่าทีต่อตนเช่นเดียวกับซั่งเคอสี่หรือไม่ จักรพรรดิคังซีก็ทรงให้คำตอบทำนองเดียวกัน สามขุนพลจึงต่างรู้ดีว่า เมื่อตนชราลงแล้ว ก็หมดความสำคัญต่อราชสำนักชิงอีกต่อไปแล้ว

อาจเป็นเพราะเชื่อมั่นในกำลังรบของตน อู๋ซานกุ้ยจึงเปิดฉากก่อกบฏต่อราชสำนักชิงก่อน โดยประกาศไม่ยอมขึ้นกับราชสำนักชิงอีกต่อไป และเคลื่อนทัพเข้ามณฑลหูหนาน ขณะเดียวกัน เกิ่งจิงจง หลานชายของขุนพลเกิ่งจ้งหมิงก็ก่อการกบฏต่อราชสำนักชิงด้วย โดยผนึกกำลังรบของตนไว้ที่มณฑลฝูเจี้ยน แล้วยกทัพเข้ามณฑลเจ้อเจียง ซั่งจือซิ่น ลูกชายของขุนพลซั่งเคอสี่ รวบรวมกำลังทหารของตน แล้วยกทัพบุกมณฑลเจียงซู
ความจริง ถ้าอู๋ซานกุ้ยเร่งยกทัพไปพิชิตกรุงปักกิ่ง ขณะเดียวกันก็พยายามสร้างความเป็นพันธมิตรกับทางมณฑลตะวันตกเฉียงเหนือที่เคยแสดงท่าทีว่าจะร่วมมือด้วยในตอนแรก และสามารถรักษาความสามัคคีระหว่างสามขุนพลด้วยกันไว้อย่างแน่นแฟ้น อู๋ซานกุ้ยก็อาจพิชิตราชสำนักชิงได้ แต่แล้ว สามขุนพลได้เกิดแตกแยกกัน ทำให้ทหารราชวงศ์ชิงสามารถระดมกำลังรบมาตั้งมั่นไว้ทางตอนเหนือของแม่น้ำแยงซีเจียง เป็นการสกัดกั้นกำลังกบฏที่เคลื่อนขึ้นเหนือไว้ได้ทัน หลังจากนั้นไม่นาน อู๋ซานกุ้ยก็ล้มป่วยลงจนสิ้นใจตายไป ลูกหลานของอู๋ซานกุ้ยยังคงทำการต่อต้านราชวงศ์ชิงต่อไปอีก 3 ปี แล้วไปจนมุมถูกทหารราชวงศ์ชิงปิดล้อมจนไม่มีทางหนี ผลที่สุดก็ฆ่าตัวตาย สงครามสามขุนพลยุติลงในค.ศ.1681 เป็นอันว่า จักรพรรดิคังซีสามารถรวบรวมอาณาจักรจีนเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้
(YIM/cai)


