แฟนต้าฯพาไปคุย:Mr.WangYuZhe หนุ่ม "รักเที่ยว" (2)
  2012-05-29 16:20:33  cri

ครั้งก่อนเราได้ไปทำความรู้จักหวังอวี้เจ๋อ (王聿喆) ถึงการเดินทางไปศึกษาที่ประเทศฮังการี และอาศัยช่วงวันหยุดและวันว่างไปท่องเที่ยวเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตจากที่ต่างๆ อาทิ สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย อิตาลี อียิปต์ ซึ่งในช่วงเวลาหนึ่งเทอมการศึกษาหรือราวครึ่งปีนี้ ทำให้เขาค้นพบเสน่ห์และหลงรักการท่องเที่ยวเข้าเต็มเปา ทำให้เขาค้นพบว่าโลกนี้ช่างน่าสนใจและมีสิ่งแปลกใหม่รอให้ไปสัมผัสและค้นหา จากคนที่ไม่ชอบเที่ยวก็กลับมีความรู้สึกนึกสนุกและกระตือรือร้นที่อยากจะออกไปไหนๆ เรียกว่าต้องมนต์การเดินทางท่องเที่ยวเข้าอย่างจัง ซึ่งเมื่อจบการศึกษาและได้รับการตอบรับเขาเข้าเป็นพนักงานประจำของซีอาร์ไอแล้ว ปลายเดือนมิถุนายน ปี 2011 เขาและเพื่อนนักศึกษาในรุ่นที่คุ้นเคยก็อาศัยช่วงที่ยังพอมีเวลาว่างก่อนเริ่มต้นชีวิตการทำงานเป็นพนักงานประจำนี้ ตัดสินใจร่วมกันที่จะออกเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศกันอีกครั้ง และครั้งนี้เขาและเพื่อนมีเป้าหมาย คือ ประเทศไทย…

"ผมและเพื่อนๆ รวม 4 คน ต่างคิดตรงกันว่าอยากไปเที่ยวทะเล ตอนแรกก็เล็งไว้ว่าจะไปมัลดีฟส์ หรือไม่ก็เกาะบาหลี เพราะว่า 2 แห่งนี้ดัง แต่พอดูเรื่องค่าใช้จ่าย ค่าเดินทางราคาค่าตั๋วเครื่องบิน แล้วก็ค่าครองชีพที่นั่นแล้วรู้สึกว่าสูงเกินไป ก็เลยมองหาเป้าหมายใหม่แล้วก็ตกลงปลงใจเป็นเกาะภูเก็ต ตอนแรกที่ไม่ได้นึกถึงภูเก็ต เพราะแต่ก่อนไม่ค่อยรู้รายละเอียดอะไรเกี่ยวกับที่นี่นัก คือ คนรู้จักรอบตัวยังไม่มีใครเคยไป ไม่มีคนพูดถึงให้ฟังเท่าไหร่ แต่พอดูข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต เห็นรูปเห็นรายละเอียดอะไรแล้วก็ว่าสวยดีน่าไป เพื่อนๆ ต่างก็เห็นดีเห็นงามด้วยหมด คือ ผมเป็นตั้งตัวตีจัดการวางแผนอะไรทุกอย่างให้หมด เพราะเพื่อนขี้เกียจ(หัวเราะ)"

แผนการเดินทางเที่ยวไทยที่เขาและเพื่อนวางกันไว้ คือ พอไปถึงไทยก็แวะเที่ยวที่กรุงเทพฯ ก่อนแล้วจึงไปต่อภูเก็ต พีพีและพัทยา รวมแล้วประมาณ 10 วัน ซึ่งก็มีการซื้อตั๋วเครื่องบินล่วงหน้า และจองโรงแรมที่พักเตรียมการอะไรทุกอย่างเอาไว้อย่างเรียบร้อย ดังนั้น ดูตามรูปการณ์แล้วน่าจะเป็นการท่องเที่ยวที่ดูราบรื่นและน่าจะสร้างความประทับใจให้ได้นับตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น แต่สำหรับเขาความแน่นอนที่เห็นกลับกลายเป็นความไม่แน่นอนอย่างไม่น่าจะเป็น จากเดิมคิดจะแวะกรุงเทพฯ เที่ยวก่อน ก็มาเป็นถึงกรุงเทพฯแล้วแค่ลงเปลี่ยนเครื่องเพื่อบินต่อไปยังภูเก็ต ส่วนพัทยาสุดท้ายก็ต้องตัดทิ้งไป

"ตอนนั้นมีปัญหานิดหน่อยทำให้การเดินทางของผมต้องล่าช้าออกไป วีซ่าอะไรได้เรียบร้อย ตั๋วก็ซื้อล่วงหน้าได้ราคาพิเศษไม่มีปัญหา ที่พักก็หาจองไว้แล้ว แต่มาติดที่ว่าต้องรอเซ็นสัญญากับที่ทำงานให้เรียบร้อยก่อน อันนี้สำคัญ(หัวเราะ) เพราะฉะนั้นจากตั๋วเครื่องบินที่ซื้อไว้ก่อนล่วงหน้าราคา 3 พันหยวน ก็ต้องซื้อใหม่เจอเข้าไปเกือบ 5 พันหยวน แต่อันนี้เป็นปัญหาของผมเองคนเดียวที่ยังเดินทางไปไม่ได้ ส่วนเพื่อนๆ ก็ออกเดินทางไปก่อนตามกำหนดการเดิม ผมออกเดินทางช้ากว่าคนอื่นไปหน่อยจากเดิมว่า 10 วัน ก็เหลือเที่ยว 8 วัน"

พอไปถึงภูเก็ต เขาก็ตรงไปหาเพื่อนตามที่พักที่จองกันไว้ และไม่ลังเลที่จะเลือกกิจกรรมดำน้ำเพื่อดูความสวยงามใต้ทะเลไทย แต่นี่กลับเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ไม่ตรงตามความคาดหวังอีก "ตอนนั้นที่ไปเป็นช่วงปลายเดือนมิถุนายนมีฝนตก ไปถึงภูเก็ตก็เลือกกิจกรรมดำน้ำลึก แบบต้องแบกถังออกซิเจนดำลงไปลึกอยู่ แต่วันนั้นดำลงไปน้ำกลับขุ่นมองไม่เห็นอะไรเลย ปลาอะไรก็ไม่เห็น ตอนนั้นก็มีนึกกลัวบ้างเหมือนกันเพราะไม่เคยดำน้ำมาก่อน แล้วรอบตัวก็มองอะไรไม่เห็น หูก็ปวด ผมและเพื่อนรวม 4 คน ดำลงไปก็จับมือโดยมีโค้ชอยู่ตรงกลางคั่นแยกออกเป็นข้างละสองคน ผมอยู่ริมนอก มือห���ึ่งจับมือเพื่อน อีกมือต้องคอยคว้าจับหินอะไรไว้ เพราะกระแสน้ำพัดแรง ทรงตัวลำบาก เข่าก็ไปครูดหินถลอกปอกเปิกอีก" ฟังดูแล้วการมาเที่ยวไทยของอวี้เจ๋อครั้งนี้ดูเหมือนมีแต่อุปสรรคนับแต่เริ่มออกเดินทาง แต่พอถามเขาว่าเจออย่างนี้เข้ารู้สึกเสียความรู้สึกและหมดสนุกกับการมาเที่ยวเมืองไทยเลยหรือเปล่า เขากลับตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและรอยยิ้มสดชื่นว่า "คิดว่าเป็นผลจากฤดูกาล ตอนนั้นก็ไม่ได้ศึกษาหาข้อมูลให้ดีด้วย ไปช่วงหน้าฝนเองก็ต้องทำใจ ถ้าได้ไปเที่ยวไทยอีกก็จะเลือกไปดำน้ำอีก อยากสัมผัสความงามของโลกใต้ทะเลของไทยให้เห็นกับตา"

อี้ว์เจ๋อว่าโดยส่วนตัวแล้วเขาชอบเลือกไปที่ที่นักท่องเที่ยวไม่พลุกพล่าน ชอบบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกสงบและเข้าใกล้ความเป็นธรรมชาติ ถ้าเที่ยวในจีนเขาก็จะเลือกไปเที่ยวทิเบต หรือซินเจียง เป็นต้น ดังนั้นสำหรับเขาแล้วการไปเที่ยวไทยครั้งนี้ เขาประทับใจกับการไปเที่ยวเกาะพีพีที่สุด "แม้ว่าภูเก็ตกับพีพีจะเป็นทะเลอย่างที่ชอบ แต่ภูเก็ตมีความเป็นเมืองมากกว่า ผู้คนพลุกพล่านมากกว่า ส่วนพีพีรู้สึกว่าคนน้อยกว่า รู้สึกใกล้ธรรมชาติกว่า หาดกว้าง บรรยากาศเงียบสงบ รู้สึกว่านี่แหละใช่อย่างที่ต้องการ ดีกว่าที่คิดไว้"

และแม้ว่าการเดินทางอาจมีข้อติดขัดบ้างอะไรบ้าง แต่เขาก็ไม่ขุ่นข้องหมองใจ เพราะอาหารไทยนั้นถูกปากและได้ใจไปเต็มๆ "ที่เกาะพีพีได้ลองทานหมี่ผัดร้านหนึ่งอร่อยมาก หมี่ผัดของไทยหวานต่างกับของจีนที่เค็ม ซึ่งร้านนี้เป็นร้านเล็กๆ ราคาไม่แพง ตอนไปนั้นก็มีแขกนั่งเต็มร้าน คิดว่าคงมีชื่อสำหรับคนต่างชาติพอสมควร เพราะเห็นในร้านมีแขกต่างชาติที่เคยมาทานเขียนข้อความติดแปะไว้ไม่น้อย ส่วนผลไม้ไทยก็อร่อย ก่อนมาตอนอยู่จีนก็เฉยๆ ไม่ค่อยทานผลไม้ พอไปถึงไทยกลับชอบกินผลไม้มาก โดยเฉพาะมะม่วงสุก ข้าวเหนียวมีราดน้ำกะทินี่หอมอร่อยได้ใจมากๆ แต่ทุเรียนนี่เคยลองทานมาแล้ว ไม่ชอบยังไงก็ยังอย่างงั้น เดิมผมคิดว่าตัวเองไม่มีปัญหาเจอแบบไหนก็ทานได้หมด แต่สำหรับทุเรียนนี่ขอยอมแพ้รับไม่ไหวจริงๆ"

นอกจากถูกปากกับอาหารการกินของไทยแล้ว เขาก็ยังไปลองฝีไม้ลายมือการนวดแผนไทยมาด้วย เพราะได้ยินกิตติศัพท์การนวดแผนไทยมานาน เขาว่ามาถึงไทยแล้วไม่ลองก็เหมือนมาเสียเที่ยว แต่ถ้าจะให้นวดกันทุกวันเขาว่าคงต้องขอบายถอยดีกว่าอีกเช่นกัน เพราะมันเจ็บเหลือทน "โดนนวดปวดมาก เพื่อนนี่โดนนวดกันหลับสบาย แต่ผมนี่���จ็บตลอดชั่วโมง คิดว่าไม่ใช่เพราะคนนวดมือหนัก น่าจะใครนวดให้ก็ปวด เพราะผมไม่ค่อยออกกำลังกาย(หัวเราะ)"

คุยมาถึงตรงนี้ อวี้เจ๋อสรุปความรู้สึกและประสบการณ์การไปเที่ยวไทยครั้งนี้ของเขาให้ฟังว่า แม้ว่าสถานที่ที่เขาชอบที่สุดจะยกให้ เกาะพีพี นำมาเป็นอันดับหนึ่ง แต่ที่เที่ยวสนุกนั้นต้องเป็น ภูเก็ต ส่วนกรุงเทพฯ เขาก็ว่าดี ก่อนกลับปักกิ่งก็ได้แวะเที่ยวกรุงเทพฯ เดินดูสินค้าแบรนด์เนมในห้างสรรพสินค้าก็ถูกกว่าที่จีน เขาว่าพูดง่ายๆ ก็คือว่าดีคนละอย่างนั่นเอง แต่ที่รู้สึกได้เหมือนกันหมดทุกที่ตลอดช่วงที่เที่ยวในไทยครั้งนี้ คือ "คนไทยเป็นมิตร และดูสบายๆ" เทียบกับประสบการณ์ที่เขาเจอในการไปเที่ยวต่างประเทศที่ผ่านมา รู้สึกว่าคนไทยมีความจริงใจที่สุด เรื่องราคาของก็ต่อรองกันได้ และไม่ได้ตั้งสูงจนน่าเกลียด เขายกตัวอย่างให้ฟังว่า "อย่างตอนไปเที่ยวอียิปต์ขี่อูฐท่องทะเลทราย มารู้ทีหลังว่าโดนโก่งราคาไปสูงมาก แล้วถึงแม้จะมีการตกลงเรื่องราคาค่าใช้จ่ายอะไรไว้เรียบร้อยแล้ว คุยกันดีแล้วว่ารวมหมดทุกอย่างไม่มีค่าอะไรอื่นอีก เขาก็จูงอูฐพาเดินไป ระหว่างทางก็มีเสนอตัวบอกช่วยถ่ายรูปให้ คอยถามไถ่ตลอดว่ามีความสุขดีมั๊ย ดีมั๊ยๆ เราก็บอกดี แฮปปี้ๆ ถามเป็นสิบๆ รอบตลอดทางว่างั้น สุดท้ายก็บอกไหนคุณว่าคุณมีความสุขดี ชั้นทำให้คุณมีความสุข คุณก็ต้องให้ทิปซิ คือ ให้ทิปนี่ผมก็ให้ได้ก็รู้ธรรมเนียม แต่เจอแบบนี้ (ออกแนวหวังผล) มันเสียความรู้สึก คือ ไม่ใช่ว่าคนอียิปต์ทุกคนเป็นอย่างนี้นะครับ ผมเจอมาครั้งเดียวเที่ยวอียิปต์ที่อื่นๆ ก็ดีไม่มีอะไรแค่ยกตัวอย่างให้ฟัง แต่ที่ไทยกลับไม่ใช่ รู้สึกว่าคนไทยให้ความเป็นมิตรให้บริการที่จริงใจจริงๆ"

ด้วยเหตุนี้อุปสรรคติดขัดในตอนแรกหรือมีบ้างในระหว่างการเที่ยวไทย กลับถูกลบล้างและดึงดูดให้เขากลับมาสัมผัสเมืองไทยอีกครั้งก็ด้วยมิตรภาพและความมีน้ำใสใจจริงที่คนไทยต่างมีมอบให้นั่นเอง และสุดท้ายนี้เขาก็ยังคงย้ำหนักแน่นว่า "ถ้ามีโอกาสก็จะไปเที่ยวเมืองไทยอีก จะเที่ยวกรุงเทพฯ แล้วก็อยากลองไปเที่ยวภูเขาสัมผัสบรรยากาศทางเหนืออย่างเชียงใหม่ หรือภูเก็ตก็อยากกลับไปดำน้ำอีกครับ"

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
ตอบคำถามออนไลน์
ทบทวนรายการน่าสนใจ
ภาพยอดฮิต
เว็บไซต์ึเพื่อนซีอาร์ไอ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Play Stop
© China Radio International.CRI. All Rights Reserved.
16A Shijingshan Road, Beijing, China. 100040