
แต่โชคดีจริงๆ ขณะที่ลุงกำลังเดือดร้อน เจ้าหน้าที่จากศูนย์ดูแลระบบประกันสุขภาพทางสังคมมาบอกลุงเฉิงว่า ไม่ต้องกังวล เพราะว่า เทศบาลกรุงปักกิ่งเพิ่งได้ปรับเปลี่ยนนโยบายการประกันสุขภาพทางสังคม โดยให้ระบบนี้ครอบคลุมโรคร้ายแรงต่างๆ อีกหลายอย่าง ซึ่งรวมทั้งโรคไตวายด้วย ทั้งนี้เพื่อลดภาระของผู้ป่วย โดยค่ารักษาการฟอกเลือดส่วนใหญ่จะเบิกกับทางศูนย์ดูแลระบบประกันสุขภาพทางสังคมได้ ส่วนที่ผู้ป่วยต้องจ่ายเองมีเพียงประมาณเดือนละ 180 หยวนเท่านั้น
สำหรับครอบครัวลุงเฉิง นี่เป็นข่าวดีจริง ๆ ปัจจุบัน ลุงเฉิงพาป้าถางไปรักษาที่โรงพยาบาลเป็นประจำสัปดาห์ละ 3 ครั้ง และพอใจบริการของทางโรงพยาบาลอย่างมาก
เขาบอกว่า ทางโรงพยาบาลให้บริการและดูแลได้ดีมาก ทุกครั้งไปถึงโรงพยาบาล ก็มีนางพยาบาลออกมารับด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส จากนั้น จะตรวจความดันโลหิตให้ เสร็จแล้วค่อยทำการรักษา ทุกอย่างทำได้ดีมาก คุณลุงมีความพอใจมากๆ
ลุงเฉิงยังบอกผู้สื่อข่าวว่า การรักษาโรคทั่วๆ ไป ซึ่งไม่เข้าข่ายโรคชนิดที่ค่อนข้างร้ายแรงนั้น ถ้าหากว่าค่ายา และค่ารักษาในรอบหนึ่งปีไม่เกิน 1,600 หยวน ผู้ป่วยจะต้องจ่ายเอง แต่ถ้าเกิน ส่วนเกินนั้นจะเบิกได้ประมาณ 80-85 เปอร์เซ็นต์
ท่านผู้ฟังครับ เมื่อปี 1951 จีนก็ได้จัดตั้งระบบประกันสุขภาพสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐบาล และพนักงานของรัฐวิสาหกิจ ลุงเฉิงบอกว่า ช่วงแรก ระบบนี้เป็นไปด้วยดี ค่ารักษาพยาบาลสามารถนำไปเบิกกับทางโรงงานได้ ตัวเองรับผิดชอบเพียงประมาณ 15 เปอร์เซนเท่านั้น แต่ระบบนี้ไม่ได้ครอบคลุมกลุ่มผู้ว่างงาน คนว่างงานจึงไม่สามารถเข้าถึงระบบประกันสุขภาพได้ และระบบนี้ยังมีข้อเสียอีกอย่าง คือ ไม่ยั่งยืน ลุงเฉิงบอกว่า หลังเข้าสู่ทศวรรษ 1990 รัฐบาลเริ่มดำเนินนโยบายการปฏิรูปและเปิดประเทศ เศรษฐกิจจีนเริ่มพัฒนาสู่ทิศทางเศรษฐกิจแบบการตลาด ทำให้บริษัทต่างๆ ต้องแข่งขันกันมากขึ้นทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รัฐวิสาหกิจที่สอดคล้องกับสภาพการตลาดจึงต้องประสบปัญหาขาดทุน ตอนนั้น โรงงานที่เขาทำงานอยู่ตกอยู่ในภาวะขาดทุน เช่นเดียวกับรัฐวิสาหกิจอื่นๆ อีกจำนวนมากในจีน ซึ่งขณะนั้น ทางโรงงานยังต้องรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลของพนักงานที่ปลดเกษียณที่มีจำนวนคนเพิ่มขึ้นทุกปี ในที่สุด รัฐวิสาหกิจในจีนส่วนใหญ่ไม่สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลให้กับพนักงานได้ ซึ่งหมายความว่า ระบบประกันสุขภาพเดิมประสบความล้มเหลว ช่วงเวลานั้น ลุงเฉิงและป้าถางพยายามไม่ไปหาหมอในยามไม่สบาย เพราะต้องจ่ายค่ารักษาทั้งหมดด้วยตนเอง ด้วยเหตุนี้ จีนจึงต้องจัดตั้งระบบประกันสุขภาพแบบใหม่

ปัจจุบัน จีนได้จัดตั้งกองทุนระบบประกันสุขภาพทางสังคม ซึ่งมีแหล่งเงินจาก 3 ช่องทาง ได้แก่ หนึ่ง จากการคลังระดับชาติและระดับท้องถิ่น สอง จากหน่วยงานรัฐบาลและบริษัทว่าจ่าง และเงินสนับสนุนทางที่สาม จากเจ้าหน้าที่รัฐบาล และคนงานที่รับจ้างบริษัท ลุงเฉิง บอกว่า ปัจจุบัน เขาต้องจ่ายประมาณ 60-70 หยวน เพื่อนำไปสมทบในกองทุนประกันสุขภาพทางสังคม เขายินดีที่จะจ่ายให้ เพราะเป็นประโยชน์กับตัวเองและผู้อื่น
ปัจจุบัน ระบบประกันสุขภาพของจีนครอบคลุมผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ว่างงานด้วย ทำให้ครอบครัวชาวจีนมีภาระค่ารักษาพยาบาลเบาลงไปมาก และมีเงินนำไปจับจ่ายใช้สอยด้านอื่นๆ มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้รับผิดชอบศูนย์ดูแลระบบประกันสุขภาพทางสังคมบอกว่า ระบบประกันสุขภาพทางสังคมของจีนยังไม่สมบูรณ์ ยังมีปัญหาหลายอย่างที่ต้องแก้ไข เช่น ประชาชนในพื้นที่ต่างๆ มีหลักประกันสุขภาพทางสังคมไม่เท่าเทียมกัน ระบบประกันสุขภาพยังไม่ได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ทุกกลุ่มคน และทุกโรค ปัจจุบัน ยังมีประชากรประมาณ 1 ล้านคนอยู่นอกระบบ ซึ่งทางการจีนกำลังเร่งแก้ไขปัญหาเหล่านี้


















