นอกจากกลุ่มคน"เขิ่น เหล่า จู๋ " แล้ว สังคมจีนยังมีกลุ่มที่เรียกว่า "ยั่ว กวาง จู๋" (月光族) ภาษาอังกฤษเรียกว่า Moonlight แปลเป็นภาษาไทยคือ กลุ่มแสงจันทร์ เป็นกลุ่มคนวัยหนุ่มสาววัยทำงาน ที่มีเงินรายได้เท่าไหร่ ก็ใช้หมดภายในเดือน หรือ"มีเท่าไหร่ ใช้หมดเกลี้ยง" พวกเขาบอกว่า กินหมดใช้หมด สุดขภาพแข็งแรง ชาวจีนจากยุคก่อนจนถึงรุ่นปัจจุบันมีจำนวนมากยึดถือสำนวน "หาเงินได้ มิสู้รู้จักเก็บ" จีนจึงเป็นชาติที่มีอัตราเงินออมสูงที่สุดในโลก แต่ก็มีรายงานข่าวในระยะหลังๆว่าแนวโน้มการออมเงินของชาวจีนกำลังลดลง

กลุ่มที่เรียกว่า "ยั่ว กวาง จู๋" (月光族)
กลุ่ม"ยั่ว กวาง จู๋" มีความรู้ มีความสามารถ เชื่อว่า การใช้เงินเป็น ถึงจะหาเงินได้ พวกเขาสนับสนุนการเบิกเงินจากธนาคารล่วงหน้า เอาไปซื้อของหรือบริโภค เมื่อได้เงินเดือนในต้นเดือนแล้ว คืนธนาคารก่อน ส่วนที่เหลือเอาไปซื้อของ รับประทานอาหาร ท่องเที่ยว ใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยในช่วงต้นเดือน แต่เมื่อถึงปลายเดือนจะต้องรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีค่านิยมทันสมัย ไม่ยอมฝากเงินที่ธนาคาร บางคนชมว่า พวกเขาสามารถส่งเสริมให้ตลาดคึกคักยิ่งขึ้น และทำให้เงินตราหมุนเวียนเร็วยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยยับยั้งการลดอัตราดอกเบี้ย เพราะว่าถ้าไม่มีคนฝากเงิน ทางธนาคารย่อมจะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้น นอกจากนี้ พวกเขายังเป็นกลุ่มคนที่กล้าเสี่ยงของใหม่ๆ เช่นเสื้อผ้าแฟชั่นใหม่ อาหารรสชาติแปลก และเครื่องใช้ชนิดใหม่ เป็นกลุ่มคนที่แฟชั่นที่สุดในสังคม
แต่กลุ่ม"ยั่ว กวาง จู๋" ส่วนใหญ่ต้องกลายเป็นกลุ่มคน"เขิ่น เหล่า จู๋ " กลับบ้านขอความช่วยเหลือจากพ่อแม่อีก อย่างเช่นในเมืองไห่ โข่ว มณฑลไหหลำ (ไห่หนาน) เงินเดือนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1,500-3,000 หยวน สามีภรรยาอายุประมาณ 30 ปีคู่หนึ่งมีเงินเดือนประมาณ 6,000 หยวน แต่ละเดือน ต้องผ่อนบ้านประมาณ 2,000 หยวน ส่งลูกเข้าโรงเรียนอนุบาลประมาณ 800 หยวน ซื้ออาหาร 1,600 หยวน ดูแลรถประมาณ 1,000 หยวน ส่วนค่าน้ำค่าไฟจึงต้องขอจากพ่อแม่แล้ว เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย จะต้องอาศัยพ่อแม่อย่างแน่นอน เงินเดือนไม่พอใช้จริงๆ บางคนมีเงินเดือนไม่ถึง 3,000 หยวน ไม่กล้าแต่งงาน เพราะไม่อยากเป็นภาระของคนอื่น จึงเลือกอยู่บ้านพ่อแม่ตลอดเวลา ไม่อยากเสียค่าเช่าบ้านด้วยตนเอง พวกเขามักพูดว่า ไม่แต่งงานก็ง่ายดี "คนเดียวกินอิ่ม ทั้งครอบครัวไม่หิว"

คนหนุ่มสาวควรรู้จักการบริหารเงิน
ผู้เชี่ยวชาญทางปัญหาสังคมเห็นว่า คนหนุ่มสาวควรรู้จักการบริหารเงิน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เกิดหลังทศวรรษ 1980 โดยมีข้อเสนอดังนี้
1. ซื้อเสื้อผ้าในช่วงลดราคา เช่นซื้อเสื้อกันหนาวในหน้าร้อน
2. ทำอาหารเองที่บ้าน พยายามไม่รับประทานอาหารข้างนอก
3. อย่าซื้อบ้านหลังใหญ่ที่เกินความสามารถของตนเอง
4. ซื้อประกันภัยที่เหมาะสมกับตัวเองเมื่ออายุยังน้อย
5. ไม่ต้องรีบซื้อรถ ใช้ระบบขนส่งมวลชนให้มากๆ
6. สะสมเงินออม ฝากธนาคารไม่ต้องมาก แต่ต้องฝากทุกเดือนอย่างต่อเนื่องกัน
7. เลือกห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาเก็ตประจำ และทำบัตรสมาชิกด้วยเพื่อใช้สิทธิส่วนลด บางครั้งอาจได้ค่าตอบแทนที่คาดไม่ถึง
8. ไม่วางแผนการท่องเที่ยวในช่วงฤดูการท่องเที่ยว จะได้ค่าทั่วร์ ค่าตั๋วเครื่องบินและค่าโรงแรมถูกกว่า
ความจริง วิธีการประหยัดเงินที่ดีที่สุดคือ อดใจไม่ซื้อ ไม่ว่าลดราคามากถึงขนาดไหน ถ้าไม่ใช้ของจำเป็น ก็ไม่ต้องรีบซื้อแล้วเก็บไว้ที่บ้านนานๆ เพราะห้างและซูเปอร์มาร์เก็ตมีการลดราคาตลอดทั้งปี
หวังว่าวิธีการเหล่านี้จะช่วยกลุ่มคน "ยั่ว กวาง จู๋" ได้ประหยัดเงินบ้าง และยังมีเงินเหลือใช้ในช่วงปลายเดือน

"เข่า หวั่น จู๋" หมายถึงกลุ่มคนที่สมัครสอบเป็นข้าราชการ
นอกจาก"เขิ่น เหล่า จู๋ " และ "ยั่ว กวาง จู๋" แล้ว ในจีนยังมีอีกกลุ่มหนึ่งเรียกว่า "เข่า หวั่น จู๋" หมายถึงกลุ่มคนที่สมัครสอบเป็นข้าราชการ เข่าแปลว่าสอบ หวั่นแปลว่าถ้วย เพราะคนจีนกล่าวว่า เมื่อเป็นข้าราชการแล้วเสมือนได้ถ้วยทองคำ อยู่ดีกินดีตลอดชีวิต ไม่ต้องห่วงเรื่องปากท้อง การสมัครสอบข้าราชการของจีนประจำปี 2014 สิ้นสุดลงเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีผู้สมัครจำนวน 1ล้าน 5 แสน 2 หมื่นคน เฉลี่ยแล้ว แต่ละตำแหน่งมีผู้สมัครมากถึง 77 คน สำหรับตำแหน่งงานที่ร้อนที่สุด มี 7,192 คนแย่งชิงตำแหน่งเดียว
หลายปีมานี้ ผู้ที่สนใจสอบข้าราชการมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นางสาวหลู ตี๋เป็น 1 ในจำนวน 1ล้าน 5 แสน 2 หมื่นคน ที่ยืนหยัดสอบข้าราชการมาเป็นเวลา 7 ปีอย่างต่อเนื่องกันแล้ว แม้ว่าสอบตก 6 ปีแล้ว แต่เธอยังไม่ท้อแท้ใจ บอกว่าจะใช้ความพยายามต่อไปจนถึงบรรลุเป้าหมายในที่สุด หลู ตี๋จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเมื่อปี 2006 ปีนั้น เพื่อนร่วมชั้นมีครึ่งหนึ่งสมัครสอบข้าราชการ เพราะคิดว่าการเป็นข้าราชการมีความมั่นคง ทำงานไม่เหนื่อย มีหน้ามีตา มีฐานะสังคมอย่างสูง แต่ 3 ปีแรกสอบตก เธอจึงเรียนบริญญาโทต่อ จบแล้วเข้าทำงานในบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง แต่ทำงานไม่กี่เดือน ก็รู้สึกว่า เหนื่อยเกินไป ไม่มีเวลาพักผ่อน ที่สำคัญคือ ตัวเองมีความคิดสร้างสรรค์ไม่มากพอ คิดไปคิดมา ข้าราชการยังคงเป็นงานที่เหมาะสำหรับเธอมากที่สุด เลยตั้งใจจะสอบข้าราชการต่อไป
ปีนี้เป็นปีที่ 7 ที่หลู ตี๋สมัครสอบข้าราชการ เธอสมัครตำแหน่งผู้บริหารสิ่งพิมพ์ของกองประชาสัมพันธ์กฎหมายของกระทรวงยุติธรรม มีผู้สมัคร 35 คน เธอคิดว่าเหมาะกับเงื่อนไขทุกประการที่กำหนดไว้ หวังว่าจะได้ผลตอบรับที่ดี

"เป่ย เพียว จู๋"เป็นกลุ่มคนที่ลอยตัวอยู่ในกรุงปักกิ่ง
มีอีกคำหนึ่งซึ่งปัจจุบัน เป็นคำที่รู้จักกันโดยทั่วไปในประเทศจีน นั่นคือ "เป่ย เพียว จู๋"(北漂族) เป่ยแปลว่าเหนือ ที่นี้หมายถึงกรุงปักกิ่ง (เป่ยจิง) เพียวแปลว่าลอยตัว "เป่ย เพียว จู๋"หมายถึงกลุ่มคนที่ไม่มีสำมะโนครัวปักกิ่ง และไม่มีบ้านในกรุงปักกิ่ง แต่ทำงานที่กรุงปักกิ่ง บางคนมีการศึกษาสูง มีรายได้ดีด้วย แต่บางคนเรียนหนังสือไม่มาก มีรายได้ต่ำ หรือเป็นแรงงาน เกษตรกร พวกเขาไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นประจำ ต้องเช่าบ้านและย้ายบ้านบ่อยๆ เหมือนลอยตัวอยู่ในกรุงปักกิ่ง สำหรับกลุ่มคนที่มีรายได้ไม่มากในบ้านเกิด อยากหางานทำที่กรุงปักกิ่ง เพื่อให้มีรายได้มากขึ้น เมื่อเก็บเงินพอสมควรแล้ว ก็กลับบ้านเกิด ซื้อรถซื้อบ้าน ใช้ชีวิตกับสมาชิกในครอบครัวต่อไป บางคนจบการศึกษาระดับสูงแล้วไม่อยากกลับบ้านเกิดที่เป็นเมืองเล็กหรือชนบท เช่นกลุ่มคนที่ทำงานด้าน IT อินเตอร์เน็ต การค้าต่างประเทศ หรือนักแสดงนักร้อง จึงพยายามหาหนทางดิ้นรนอยู่ในกรุงปักกิ่งต่อไป ไม่ว่าอยู่ปักกิ่งจะต้องเช่าบ้านเล็กในชานเมือง เงินเดือนไม่มากนัก อยู่ห่างไกลจากพ่อแม่ แต่ก็มีโอกาสมากกว่าเมืองเล็กอย่างแน่นอน โดยหวังว่า สักวันหนึ่ง อาจจะได้งานดี ตำแหน่งสูงขึ้น หรือกลายเป็นดาราในวงการบันเทิงก็ได้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเหล่านี้ พวกเขายอมอดทนความยากลำบากทุกอย่าง กล่าวได้ว่า "เป่ย เพียว จู๋" ไม่ใช่เพียงศัพท์เดียวหรือคนกลุ่มเดียว แต่กลายเป็นปรากฎการณ์ในสังคมจีนปัจจุบันไปแล้ว เพราะนอกจากกรุงปักกิ่งแล้ว ในเมืองใหญ่ๆ ต่างก็มีปรากฎการณ์เช่นนี้เหมือนกัน เช่นนครเซี่ยงไฮ้ หรือกว่างโจว
"เป่ย เพียว จู๋" เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของเมืองใหญ่ๆ ขณะเดียวกันก็สร้างปัญหาให้กับเมืองเล็กและเขตชนบท ทำให้เมืองใหญ่ โดยเฉพาะเมืองภาคตะวันออกมีแรงงานมากเกินไป แต่เมืองเล็กและเขตชนบท โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันตกขาดแคลนบุคลากรและแรงงานทำการเกษตร ทำให้เมืองเล็กพัฒนาช้ากว่า มีที่นาและที่ดินรกร้างว่างเปล่าเพิ่มขึ้น เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ รัฐบาลจีนรณรงค์ให้นักศึกษาจบการศึกษาแล้วกลับไปทำงานที่บ้านเกิด หรือสมัครไปทำงานในเมืองเล็กและเขตชนบท ให้ข้าราชการหมุนเวียนไปช่วยงานในเมืองเล็กและชนบทเป็นระยะ 1-3 ปี นอกจากนี้ ยังมีนโยบายพิเศษเพื่อส่งเสริมการพัฒนาในภาคตะวันตก ทำให้ปีหลังๆ นี้ คนหนุ่มสาวที่สนใจไปทำงานในเมืองเล็กหรือเขตชนบทมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ


















