ธรรมเนียมปฏิบัติส่วนใหญ่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับประทานอาหาร ความจริง ประชาชาติจีนมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 5,000 ปี มารยาทตามโต๊ะอาหารถือเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมจีนอยู่แล้ว แต่นอกจากธรรมเนียมปฏิบัติที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีข้อที่ควรระมัดระวังอีกไม่น้อย เช่น
1. การเติมข้าว เหล้าหรือน้ำชาให้คนอื่น ต้องมีความเหมาะสม การเติมเหล้าไม่ควรเกิน 70% การเติมน้ำชาไม่ควรเกิน 80% แต่การเติมข้าวต้องให้เต็ม เพราะว่าเติมน้ำให้เต็มถ้วย จะทำให้น้ำหรือเหล้าหกออกมา ไม่สะดวกในการดื่ม แต่การเติมข้าวให้เต็ม จะแสดงให้เห็นถึงความกระตือรือร้นของเจ้าภาพ ทำให้แขกรับประทานได้สบายใจและอิ่มใจ
2. การส่งถ้วยชาหรือถ้วยข้าว ควรใช้สองมือ ไม่ควรส่งด้วยมือเดียว

2.1 ธรรมเนียมปฏิบัติส่วนใหญ่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับประทานอาหาร
3. เวลาขอดื่มเหล้ากับคนอื่น ไม่ควรเร่งรีบ รอคนอื่นถือแก้วเหล้าขึ้นแล้ว ค่อยดื่ม และเวลาชนแก้ว แก้วของตนต้องต่ำกว่าแก้วของคนอื่น เพื่อแสดงความเคารพต่อคนอื่น
4. เวลารับประทานอาหาร มือสองข้างควรวางบนโต๊ะอาหาร ไม่ควรมือหนึ่งถือตะเกียบ และอีกมือหนึ่งไว้ใต้โต๊ะ ทำเช่นนี้จะทำให้คนอื่นไม่ทราบว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ เสียมารยาท
5. ขณะตักกับข้าว ไม่ควรข้ามเส้นกลางของโต๊ะไปตักกับข้าวในด้านของคนอื่น ไม่ไปคีบอาหารในจานฝั่งคนอื่น และห้ามเลือกกับข้าวตามจานโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของคนอื่น
6. ห้ามกัดตะเกียบ
นอกจากธรรมเนียมปฏิบัติเกี่ยวกับการรับประทานอาหารแล้ว ยังมีข้อควรระมัดระวังในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น
1. ไปเยี่ยมบ้านคนอื่น ไม่ควรนั่งเตียงของเขา และไม่ควรเข้าห้องที่ไม่มีคนอยู่
2. เวลายืน ไม่ควรพิงประตู และไม่ควรพูดส่งเสียงดัง

2.2 กลับบ้านแล้วต้องทักทายกับผู้ใหญ่ก่อน
3. กลับบ้านแล้วต้องทักทายกับผู้ใหญ่ก่อน ก่อนจะออกจากบ้านต้องบอกว่าจะออกไปแล้ว ห้ามไม่บอกกล่าวก่อนออกนอกบ้าน
4. เวลาผู้ใหญ่กำลังพูดหรือคุยกันอยู่ เด็กๆ ห้ามออกเสียงหรือแทรก ขัดจังหวะ ต้องรอให้คนอื่นพูดจบแล้วค่อยพูด
ธรรมเนียมปฏิบัติดั้งเดิมเหล่านี้ คุณรู้จักเท่าไรและได้ปฏิบัติตามเท่าไร เมื่อเร็วๆ นี้ นักข่าวได้สัมภาษณ์ชาวจีนให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับธรรมเนียมปฏิบัติดั้งเดิมของจีน บางคนเห็นว่าธรรมเนียมปฏิบัติเหล่านี้ไม่เชิงเป็นข้อบังคับกำหนด แต่เป็นความเคยชินตามอารยธรรม ต้องปฏิบัติตาม บางคนเห็นว่า บางข้อเข้มงวดเกินไป ในสังคมปัจจุบันไม่ต้องพิถีพิถันมาก และบางคนเสนอว่า ธรรมเนียมปฏิบัติดั้งเดิมต้องสืบทอดต่อไป ควรบรรจุไว้ในเนื้อหาตำราเรียนของนักเรียนประถม
ส่วนพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีอายุ 60 ปี 50 ปี 40 ปี และ 30 ปี ต่างมีความเห็นไม่เหมือนกัน
ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมักเห็นว่า คนเราต้องปฏิบัติตามธรรมเนียมปฏิบัติดั้งเดิม ต้องมีมารยาท ตอนเด็กของพวกเขา ดูเด็กๆ จากการพูดจาใช้ถ้อยคำว่าเป็นอย่างไร มีกิริยาท่าทางอย่างไร ก็จะรู้ว่าพ่อแม่สั่งสอนอบรมมาอย่างไร ถ้ามีกิริยาหรือใช้ถ้อยคำที่เสียมารยาท คนอื่นจะว่าพ่อแม่สั่งสอนไม่ดี
ผู้ที่มีอายุ 50 กว่าปีส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยที่จะสั่งสอนให้ลูกหลานปฏิบัติตามธรรมเนียมปฏิบัติดั้งเดิม แต่เนื่องจากในครอบครัวส่วนใหญ่มีลูกเพียงคนเดียว พ่อแม่และปู่ย่าตายายมักเห็นว่า ลูกยังเด็กอยู่ ไม่ต้องเข้มงวดมาก แต่ทุกครอบครัวเกือบเหมือนกัน ไม่เรียกร้องให้ลูกจำเป็นต้องปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมเก่าแก่นัก จึงเห็นว่าเป็นกระแสนิยมของสังคมปัจจุบัน เลยเห็นว่าการปฏิบัติตามธรรมเนียมดั้งเดิมไม่จำเป็นมากแล้ว


















