
วันที่ 12 มีนาคมตรงกับวันปลูกต้นไม้จีน ทุกวันนี้ ชาวจีนให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ การปลูกต้นไม้เป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยรักษาระบบนิเวศ แก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เพราะฉะนั้น ในวันปลูกต้นไม้ทุกปี ชาวจีนก็นิยมร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้กัน ซึ่งปัจจุบันมีกระแสปลูกต้นไม้ทางเน็ตด้วย คือสามารถบริจาคเงินปลูกต้นไม้ตามเว็บไซต์ต่างๆ โดยกำหนดว่าจะปลูกต้นอะไรจำนวนกี่ต้นและที่แห่งใด ทางองค์กรก็จะจัดคนช่วยปลูกให้

วันปลูกต้นไม้มีที่มาว่า เมื่อวันที่ 10 เมษายน ปี 1872 ที่ผ่านมา ที่ประชุมสมาคมพืชสวนรัฐเนแบรสกาของสหรัฐฯ เสนอให้กำหนดวันที่ 22 เมษายนเป็นวันปลูกต้นไม้ของรัฐ และได้ออกแสตมป์วันปลูกต้นไม้ชิ้นแรกในโลก จากนั้นไป รัฐต่างๆ ในสหรัฐฯ และประเทศต่างๆ ทั่วโลกก็เริ่มกำหนดวันปลูกต้นไม้ของตน
การที่จีนกำหนดวันที่ 12 มีนาคมเป็นวันปลูกต้นไม้แห่งชาติมีเหตุผลว่า ดร.ซุน ยัดเซ็นรณรงค์ให้ปลูกต้นไม้ตลอดชั่วชีวิต จึงกำหนดวันถึงแก่กรรมของดร.ซุนยัดเซ็น ซึ่งตรงกับวันที่ 12 มีนาคมเป็นวันปลูกต้นไม้จีน นอกจากนี้เดือนมีนาคมเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ เหมาะกับการปลูกต้นไม้ยิ่ง
ดร.ซุน ยัดเซ็นเป็นคนแรกที่สำนึกถึงความสำคัญในการปลูกต้นไม้ และพยายามรณรงค์ให้ปลูกต้นไม้กัน หลังการปฏิวัติ "ซินไฮ่" หรือการปฏิวัติสาธารณรัฐโดยดร.ซุนยัดเซ็นในปี 1911 ดร.ซุน ยัดเซ็นเสนอให้ปลูกป่าไม้ที่ภาคเหนือ และภาคกลางของจีน เมื่อปี 1924 เขากล่าวคำปราศรัยที่เมืองกว่างโจวว่า การแก้ปัญหาอุทกภัย และภัยแล้ง ที่สำคัญต้องปลูกต้นไม้มากขึ้น และปลูกป่าไม้พื้นที่กว้างใหญ่
ดร.ซุน ยัดเซ็นเคยกำหนดวันเช็งเม้งเป็นวันปลูกต้นไม้จีนเมื่อปี 1915 หลังดร.ซุน ยัดเซ็นถึงแก่กรรม จีนจึงกำหนดวันที่ 12 มีนาคม ซึ่งเป็นวันถึงแก่กรรมของท่านเป็นวันปลูกต้นไม้จีนเพื่อรำลึกผลงานยิ่งใหญ่ในการเสนอปลูกต้นไม้ของท่าน

ทุกวันนี้คงไม่มีใครสงสัยความสำคัญของป่าไม้ ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเคยประเมินคุณค่าทางระบบนิเวศของต้นไม้ว่า ต้นไม้อายุ 50 ปีต้นหนึ่งจะสร้างมูลค่า 1.96 แสนเหรียญสหรัฐฯ ไม่แน่ใจว่า การประเมินคุณค่าเช่นนี้จะถูกต้องชัดเจนหรือเปล่า แต่สิ่งที่ไม่ต้องสงสัยคือ ต้นไม้มีคุณค่าที่สูงมาก ต้นไม้ต้นหนึ่งทำเป็นทิชชู่หนัก 100 กรัมได้อย่างน้อย 750 ม้วน ต้นไม้หลายประเภทดูดสาร หรือแก๊สมลพิษได้ เมื่อพื้นที่ปลูกต้นไม้มีมากกว่าครึ่งหนึ่งของพื้นที่ตัวเมืองแล้ว จะสามารถควบคุมสารมลพิษทางอากาศได้อย่างมีผล

ป่าไม้พื้นที่กว้างใหญ่ยังสามารถเพิ่มความชื้นของอากาศด้วย ต้นไม้แต่ละต้นจะคายน้ำ 400 กิโลกรัมต่อวัน ทำให้อากาศชุ่มชื้นมากขึ้น สถิติพบว่า การเพิ่มพื้นที่สีเขียว 1% อุณหภูมิก็จะลดลง 0.1 องศา ในด้านการลดเสียงรบกวน ป่าไม้กว้าง 30 เมตรจะได้ลดเสียงรบกวนได้ 6-8 เดซิเบล ป่าไม้ยังมีผลในการควบคุมเชื้อไวรัสด้วย ในพื้นที่ป่าไม้ เชื้อไวรัสในอากาศมีประมาณ 3.5 ตัวต่อลูกบาศก์เมตร ส่วนในเมืองที่มีประชากรมาก และมีต้นไม้ไม่มากนั้น เชื้อไวรัสในอากาศอยู่ที่ประมาณ 3.4 หมื่นตัวต่อลูกบาศก์เมตร ถนนที่ปลูกต้นไม้สองข้างทางมีเชื้อไวรัสน้อยกว่า 80% เมื่อเทียบกับเชื้อไวรัสในอากาศเขตถนนที่ไม่ได้ปลูกต้นไม้ นอกจากนี้ พื้นที่ป่าไม้ 1 เฮกต้าร์จะเก็บน้ำได้มากกว่าพื้นที่ว่างเปล่า 3,000 ลูกบาศก์เมตร ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า ถ้าโลกไม่มีป่าไม้ สัตว์กว่า 4.5 ล้านพันธุ์ก็จะสูญหายไป น้ำจืด 90% จะไหลเข้าสู่ทะเลอย่างเปล่าประโยชน์ ความเร็วลมจะเพิ่มขึ้น 60-80% ผู้ที่เสียชีวิตเพราะภัยจากลมนั้นจะมีนับร้อยล้านคน
(Yim/cici)


















