
สามีภรรยาคู่นี้ได้ปลูกต้นผลไม้หลายต้น มีทั้งต้นพุทรา ต้นพลัม ต้นสาลี่ พอถึงฤดูใบไม้ร่วงต้นไม้เหล่านี้ก็จะออกผลให้เก็บกินกัน ทั้งคู่ก็จะแจกผลไม้ที่ตนปลูกให้เพื่อนๆ ชิมกัน นางซู เอี้ยน ผู้เป็นภรรยาชอบทำสวน เธอบอกว่า ต้องดูแลต้นไม้เหมือนลูก เราดูแลอย่างไร ก็จะออกผลอย่างนั้น นางซู เอี้ยนปลูกดอกไม้เต็มบ้าน บางทีเธอจะเด็ดดอกไม้มาตกแต่งห้องต่างๆ ทำให้แม้อยู่ในห้องก็ได้สัมผัสถึงความสวยงามของธรรมชาติ
ภรรยาทำสวนดอกไม้ สามีกลับชอบทำสวนผัก ผักต่างๆ ที่สามีปลูกจะนำมาใช้ทำกับข้าวทานด้วย และเพราะสามีมีฝีมือทำสวนผักดีขึ้นเรื่อยๆ ผักที่ได้นั้นนอกจากทานเองแล้วยังมีพอแจกให้เพื่อนๆ ได้ด้วย ผักทั้งสี่ฤดูที่ปลูกไม่เหมือนกัน ทำให้เพื่อนๆ ชอบใจมาก เพราะเป็นผักปลูกเอง ไม่มีสารพิษ อาหารปลอดภัยมาก นายเหมา จี้ฮุยผู้เป็นสามีบอกว่า การทำสวนนอกจากเป็นการทำงานบ้านแล้วยังเป็นการออกกำลังกายด้วย ตอนนี้ที่บ้านได้ปลูกแครอท พริก มะเขือเทศ และแตงกวา
ส่วนลูกสาวก็มีที่เที่ยวเล่นกว้างขวางขึ้น ที่ลูกสาวดีใจที่สุดก็คือสามารถเลี้ยงสุนักได้ และมีเพื่อนเล่นมากขึ้น เล่นเกมส์ต่างๆ ได้

เมื่อเทียบกับชีวิตในกรุงแล้ว ลูกสาวมีอารมณ์ดีขึ้นเยอะ ชอบอยู่กับธรรมชาติ ไม่กลัวแมลงต่างๆ ในนาอีก และเรื่องที่ชอบทำมากที่สุดคือเล่นกับสุนัขข้างนอก ที่ทำให้สามีภรรยาดีใจที่สุดคือลูกสาวฝึกปีนต้นไม้ได้ด้วย ซึ่งเด็กในกรุงน้อยตนนักจะทำเป็น
แน่นอนว่าการใช้ชีวิตแบบนี้ต้องทุ่มเทมากด้วย ครอบครัวนี้ก็ขจัดอุปสรรคต่างๆ ไม่น้อย เช่น การไปมาระหว่างชนบทกับกรุงปักกิ่งต้องใช้เวลาและต้นทุนการคมนาคมสูง และที่ภาคเหนือของจีนเมื่อถึงฤดูหนาวทั้งหนาวทั้งแห้ง ที่ชนบทไม่มีฮีทเตอร์ส่วนกลางต้องทำความร้อนกันเองด้วย
แต่ว่าเวลานานเข้า ปัญหาเหล่านี้ได้รับการแก้ไขดีขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญที่สุด สามีภรรยาและลูกสาวมีทัศนะต่อชีวิตในชนบทที่ดีขึ้นอย่างมาก อากาศดีขึ้น วิสัยทัศน์กว้างขึ้น อารมณ์ดีขึ้น ชีวิตมีความสุขมากขึ้น สมาชิกครอบครัวมีความผูกพัรที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นอีก

เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนแปลง ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือเมื่อก่อนนอนดึกมาก และรุ่งขึ้นก็จะง่วงนอน แต่เมื่อมาอยู่ที่ชนบทแล้วจะเข้านอนเร็ว ทุกวันพอตี 5 ก็จะตื่นนอนมาทำสวนดอกไม้สวนผักที่บ้าน เป็นการเริ่มต้นวันใหม่อย่างสดชื่นสนุกสนาน
เมื่อก่อนอยู่บ้านในกรุง เป็นบ้านเล็ก แต่พอย้ายมาอยู่ที่ชนบทแล้วบ้านใหญ่มาก มีความสุขสบายมากขึ้น สำหรับเด็กๆ แล้ว ของเล่นหาได้ตามธรรมชาติ และได้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จากธรรมชาติโดยตรงด้วย
เมื่อถึงวันหยุดแล้วก็จะเชิญเพื่อนๆ มาเที่ยวบ้าน กินผักและผลไม้ที่ตนปลูกเอง คุยกันพลางปิ้งบาร์บีคิวไปพลาง ดื่มน้ำชา ทานขนมหรือมีความสุขไม่น้อย
แต่ในอีกแง่หนึ่งแล้ว การกลับสู่ชีวิตชนบทก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นหนทางเดียวที่ได้มาซึ่งความสุข ที่สำคัญคือการรู้จักคุณค่าของสิ่งที่มีคุณค่าที่ธรรมชาติมอบให้ พยายามแสวงหาความสุขที่จับต้องได้ หลังจากที่หมดยุคทุกคนใฝ่ฝันชีวิตในกรุง หลังจากที่ต้องทุกข์ทรมานจากหมอกควันมลพิษมานานแสนนาน หลังจากที่ทุกคนมีชีวิตดีขึ้นเมื่องเทียบกับอดีตแล้ว เราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะแสวงหาชีวิตที่มีความสุข แต่ชีวิตที่มีความสุขที่เราอยากได้คือชีวิตแบบไหน และมีความหมายอย่างไรกันแน่
นอกจากการดิ้นรนเพื่อได้เงินทองทรัพย์สินแล้ว น่าจะมีที่ที่หนึ่งที่ทำให้เราใฝ่ฝัน ท่ามกลางชีวิตวุ่นวายยุ่งยากในกรุง บางทีเราคงควรหยุดลงและพิจารณาอีกว่า ชีวิตที่เราใฝ่ฝันเป็นชีวิตที่เรากำลังแสวงหาอยู่หรือเปล่า
ชนบทที่เงียบเหงา เสียงนกร้อง กลิ่นหอมดอกไม้ ลานบ้านที่กว้างใหญ่...... สิ่งเหล่านี้เป็นความสุขแบบเรียบง่ายอีกแบบหนึ่ง ไม่ต้องแข่งกับใคร ไม่ต้องสู้กับคนไหน แต่จิตใจกลับมีความมั่นคง เป็นความสุขที่หาไม่ได้ในเมืองกรุงที่รุ่งเรือง
(Yim/cici)


















