|
ตามหลัก เราอาจจะทำเป็นวางของ หรือเดินหนีไปร้านอื่นก็ได้ คนขายก็จะรีบถามเราทันทีว่า "ให้ได้เท่าไหร่" ซึ่งเป็นประโยคที่ได้ยินทั้งวัน โดยเฉพาะในภาษาอังกฤษที่พูดว่า "Your price" ซึ่งพอได้ยินเช่นนี้ ให้เรายื่นเครื่องคิดเลขคืนใส่มือคนขายทันที แล้วตอกกลับไปว่า "บอกมาก่อนก็แล้วกัน" คนขายก็จะลังเล ระหว่างนั้นเราก็จะต้องเสตาไปมองร้านข้างๆ หรือสินค้าอื่น ยืนผิวปากเอามือล้วงกระเป่ากางเกงอย่างสบายใจโดยทำเป็นไม่สนใจ คนขายก็จะบอกราคาลงมาอีกหน่อย อาจจะเหลือประมาณ 50 หยวน เราก็ชิงจังหวะนั้นสวนออกไปทันทีว่า 20 หยวน คือพยายามต่อให้คนขายเหงื่อตกไปเลย ถ้าขายไม่ได้ เค้าก็จะบอกว่าไม่ได้ เพราะไม่ได้กำไรจริงๆ แต่ส่วนใหญ่ก็จะขอเพิ่มกับเราอีกหน่อย สุดท้ายก็อาจจะจบลงที่ 25 หยวน ซึ่งเป็นราคาที่พอใจกันทั้งสองฝ่าย

ด้านหน้าตลาดหยาชิ่ว โกดังเนกไท
อันนี้เป็นเทคนิกของนักช้อปชั้นอ่อนหัดอย่างผมนะครับ ถ้าระดับเทพอาจจะได้ถูกกว่านี้อีก เมื่อต่อราคาไม่เก่ง ผมก็ใช้วิธีผูกใจ บอกไปว่าผมทำงานอยู่ที่ปักกิ่ง ยังไงก็จะต้องมาซื้อของบ่อย มาเที่ยวหน้าก็ขอราคาเดิมนะ
ซึ่งถ้ามาอีก แล้วยังจะให้ผมต่ออีกล่ะก็ ผมจะเอาเครื่องอัดเสียงไปด้วย แล้วเปิดโชว์เลยว่าเคยคุยกันไว้ยังไง
แม้จะเป็นสีสันที่มีเฉพาะที่เมืองจีนเท่านั้น ซึ่งสังเกตได้จากเสียงสะท้อนจากคนที่มาซื้อของ ล้วนชอบและสนุกกับสมรภูมิการต่อปากต่อคำนี้ และมักจะเอามาอวดกันว่าใครสามารถซื้อของได้ถูกกว่ากัน แต่สำหรับผมกลับเห็นว่ายิ่งทำให้การซื้อขายไม่คล่อง เพราะกว่าจะได้ของชิ้นหนึ่ง ต้องเสียเวลานานมากกว่าจะตกลงกันได้ ยิ่งถ้าพวกที่มากับกรุ๊ฟทัวร์ที่มีเวลาน้อย อาจจะทำให้ขายของได้ไม่กี่ชิ้น
สิ่งหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งเป็นธรรมเนียมของการซื้อขายที่นี่ ซึ่งควรจะรู้ไว้ หรือถ้าใครหัวหมอจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้นั้น ก็ไม่มีทางเป็นไปได้ คือ เมื่อตกลงราคาซื้อขายกันแล้ว เปลี่ยนใจไม่ได้เด็ดขาด ฉะนั้นต้องเลือกของที่เราอยากได้จริงๆ เท่านั้น และยอมรับการตัดสินใจสุดท้ายของตัวเราเอง ไม่ใช่มีเพื่อนเดินเอาของมาอวดว่าซื้อร้านนั้นได้ถูกกว่า แล้วหนีไปซื้อที่อื่นเลย ไม่ได้นะครับ เพราะคนขายก็เหนื่อยกับเราเหมือนกับที่เราเหนื่อยกับเขานั่นแหละครับ อาจจะเกิดโมโหกันขึ้นมาก็ได้ ถ้าไม่พอใจสินค้า และยังอยู่ในระหว่างที่ยังไม่ได้ตกลงราคา เราจึงจะสามารถเดินไปดูร้านอื่นก่อนได้

ทางเข้าชั้นหนึ่ง
1 2 3 4 5
|