|
ที่เมืองจีนนั้นอายุเฉลี่ยของผู้ที่บริโภคในร้านอาหารฟาส์ตฟูตส์น่าจะสูงกว่าที่เมืองไทย เพราะแลเห็นด้ยสายว่า ไม่ได้มีเพียงแต่วันรุ่นเท่านั้น

ทางไปรถไฟใต้ดิน
หากเดินอย่างไม่รีบร้อน ดูเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ดูผู้คนและอาคารบ้านรฃเรือน วงแหวนกงจู่เฝิน ที่มีร้านค้ารายรอบนั้น กินเวลาเราไปเป็นชั่วโมงเลยทีเดียว
วันที่ผมไปเดินสำรวจนั้น พอดีเป็นจังหวะเวลาพักเที่ยงพอดี เห็นคนงานก่อสร้างเดินออกมาจากอาคารสูงกว่า 20 ชั้น ที่กำลังเร่งสร้างอยู่ พวกเขาจับจองมุมริมรั้วสังกะสีของไซต์งานนั่งกินอาหารเที่ยงกัน ผมแอบชำเลืองดูพบว่า ข้าวนั้นพูนกล่องเลยทีเดียว แต่กับข้าวมีแต่เพียงผัดผักกับเต้าหู้ชิ้นเล็กๆ แต่ก็ดูเหมือนว่พวกเขาไม่อินังขังขอบ แถมยังแสดงสีหน้าที่บอกว่าเอร็ดอร่อยอีกต่างหาก ช่างขัดแย้งกับภาพของเด็กที่นั่งอยู่ในร้านฟาสต์ฟูดส์กับเบอร์เกอร์ 1 ก้อน น้ำอัดลมอีก 1 แก้วในราคาเกินกว่า 20 หยวน และนั่งแช่เล่นอยู่ครั้งละหลายชั่วโมง

พริตตี้จีน
ที่เมืองจีนเราจะได้เห็นความแตกต่างเหล่านี้ทุกหนทุกแห่ง ความเหลื่อมล้ำแสดงให้เห็นอยู่ทุกหัวมุมถนน แต่เมื่อสังเกตให้ดี ก็จะพบว่าคนงานเหล่านั้น ก็ไม่ได้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอะไร เพราะพวกเขามีงานทำ มีรายได้ กลับไปเลี้ยงครอบครัวของตน ส่วนคนที่ปล่อยชีวิตให้ไหลทิ้งไปวันๆ ในร้านแบบนั้น ก็ไม่ได้รู้สึกหรือมองคนงานเหล่านี้ เพราะพวกเขาต่างคนต่างอยู่ ต่างทำหน้าที่ของกันและกันไป
ความสำคัญของกงจู่เฝินในปัจจุบันจึงไม่ได้มากไปกว่าแหล่งช้อปปิ้ง และศูนย์กลางการเดินทาง ซึ่งอาจจะเป็นแค่จุดผ่านทางสำหรับชีวิตของผู้คนที่นับวันจะเร่งรีบมากยิ่งขึ้น ทุกอย่างรวดเร็วและวุ่นวาย จนบางครั้งลืมแม้กระทั่งคำว่าขอโทษ เมื่อเดินชนกัน หรือการแย่งกันขึ้นรถเมล์ และรถไฟฟ้า แต่นี่ก็เป็นรูปแบบชีวิตของคนในเมืองหลวงทุกแห่งในโลกใบนี้
1 2 3 4 5
|