เมื่อวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ นายคิม ซุง ฮวาน รัฐมนตรีต่างประเทศและการค้าของเกาหลีใต้ และนายเซอิจิ มาเอฮาระ รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น ได้พบปะกันที่กรุงวอชิงตัน เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี หลังการประชุมได้ออกแถลงการณ์ร่วมโดยเน้นว่า ความร่วมมือระหว่างสามประเทศมีความสำคัญยิ่งต่อการรักษาสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาคเอเชีย ทั้งสัญญาว่า สามประเทศจะรักษาและเสริมสร้างการประสานงานและการหารือด้านปัญหาที่เกี่ยวข้องร่วมกัน สื่อมวลชนสหรัฐฯ เห็นว่า การพบปะกันของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ครั้งนี้เป็นนัยว่า หลังเกิดเหตุการณ์เกาะยอนเปียงแล้ว พันธมิตรของสหรัฐฯ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดยิ่งขึ้น แต่ในความเป็นจริง ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เรือรบลาดตระเวน "โชนัน"เมื่อเดือนมีนาคมนี้แล้ว สามประเทศต่างได้แสดงความปรารถนาที่จะกระชับความสัมพันธ์การเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคง และหลังจากเกิดเหตุการณ์เกาะยอนเปียงแล้ว ไม่ว่าการแสดงท่าทีของสหรัฐฯ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ หรือปฏิบัติการของทั้งสามประเทศล้วนแสดงให้เห็นว่า ภายใต้การนำของสหรัฐฯ ความสัมพันธ์ของสามประเทศใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น และปฏิบัติการร่วมของประเทศทั้งสามก็มีจำนวนมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา สหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ซ้อมรบร่วมทางทะเลในทะเลเหลือง ต่อจากนั้น สหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ลงนามในข้อตกลงการค้าเสรี นอกจากเสริมสร้างความสัมพันธ์แบบพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์แล้ว ยังได้กระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้วย เมื่อเร็วๆ นี้ สหรัฐฯ กับญี่ปุ่นได้จัดการซ้อมรบร่วมเช่นกัน โดยเกาหลีใต้ได้เข้าร่วมปฏิบัติการครั้งนี้ ในฐานะผู้สังเกตการณ์ สื่อมวลชนเห็นว่า การที่เกาหลีใต้ซึ่งเคยถูกญี่ปุ่นรุกรานไปเข้าร่วมการซ้อมรบของญี่ปุ่นเป็นการกระทำที่ไม่ธรรมดา ในขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสามประเทศจัดการพบปะที่กรุงวอชิงตันอยู่นั้น นายไมค์ มัลเลน ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมของสหรัฐฯ ก็จะเดินทางไปเยือนเกาหลีใต้ ดังนั้น เมื่อประเมินจากการติดต่อเมื่อเร็วๆ นี้ของทั้งสามฝ่าย จึงไม่ยากที่จะมองเห็นวัตถุประสงค์ของทั้งสามประเทศ
บรรดานักวิเคาระห์เห็นว่า สหรัฐฯ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงด้านความมั่นคงแล้ว การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันเป็นเรื่องสมเหตุสมผล แต่สื่อมวลชนต่างแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีหลัง จากสามประเทศเสริมสร้างความสัมพันธ์แบบพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์แล้ว หนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ฉบับวันที่ 6 ธันวาคมนี้ตีพิมพ์บทความระบุว่า ภายในระยะเวลาหลายปี สหรัฐฯ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ร่วมกันมุ่งมั่นที่จะผลักดันการคว่ำบาตรต่อเกาหลีเหนือ แต่ไม่เกิดผลมากนักต่อสถานการณ์ของคาบสมุทรเกาหลี เกาหลีเหนือยังคงพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ต่อไป แต่ก็มีนักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าหลังจากกระชับความสัมพันธ์ทางการทหารแล้ว เกาหลีใต้และญี่ปุ่นจะมีท่าทีที่แข็งกร้าวกว่าเดิมต่อเกาหลีเหนือ เช่น พลเอกลี ฮี-วอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนใหม่ของเกาหลีใต้ก็แสดงว่า หากถูกโจมตีจากเกาหลีเหนือ เกาหลีใต้จะใช้สิทธิ์ในการป้องกันตนเอง อีกทั้งประกอบกับการซ้อมรบอย่างไม่หยุดยั้งของสหรัฐฯ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ทำให้คาบสมุทรเกาหลีมีสถานการณ์ที่ตึงเครียดยิ่งขึ้น
สื่อมวลชนเห็นว่า การรักษาสันติภาพและความมั่นคงของคาบสมุทรเกาหลีเป็นที่เข้าใจร่วมกันของฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้อง รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ต่างกล่าวในการเจรจาว่า หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จีนกับรัสเซียจะกระชับความร่วมมือ โดยเฉพาะความร่วมมือในกรอบการเจรจา 6 ฝ่าย เพื่อแสวงหาหนทางแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเกาหลีเหนือ ส่วนนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ได้โทรศัพท์ถึงนายหู จิ่นเทา ประธานาธิบดีจีน ก่อนการพบปะกันของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เกี่ยวกับสถานการณ์ของคาบสมุทรเกาหลี โดยเน้นถึงความสำคัญในการร่วมมือกันแก้ไขปัญหา นายโอบามากล่าวว่า สหรัฐฯ ยินดีที่จะกระชับความร่วมมือกับจีน ร่วมกันแก้ไขปัญหาบนคาบสมุทรเกาหลีอย่างสันติด้วยการหารือและการติดต่อกันอย่างมีประสิทธิผล ทั้งนี้ก็ได้กำหนดเป้าหมายให้กับการพบปะของรัฐมนตรีทั้งสามประเทศ
Nl/Dai


















