เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รัฐบาลอิหร่านกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ได้สิ้นสุดการประชุม 2 วันที่กรุงเตหะรานแล้ว สองฝ่ายเห็นพ้องว่า ก่อนวันที่ 15 พฤษภาคมนี้จะใช้ 7 มาตรการสำคัญ เพื่อทำตามแผนปฏิบัติการความร่วมมือที่บรรลุไว้ เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว
นักวิเคราะห์ชี้ว่า ตั้งแต่ต้นปีนี้เป็นต้นมา เนื่องจากรัฐบาลประธานาธิบดี ฮัสซัน โรฮานีและประชาคมโลกใช้ความพยายามร่วมกัน ทำให้การแก้ปัญหานิวเคลียร์อิหร่านดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่ภายในประเทศอิหร่าน มีเสียงคัดค้านการที่รัฐบาลยอมอ่อนข้อให้กับชาติตะวันตกเพิ่มขึ้น
ด้านนายยูกิยา อะมาโน ผู้อำนวยการใหญ่ IAEA จะรายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้คณะมนตรี IAEA รับทราบว่าการเจรจาครั้งนี้มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม โดย IAEA จะมีอำนาจกำกับดูแลโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านมากขึ้น
แม้การเจรจาจะมีความคืบหน้า แต่สิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้คือ ความขัดแย้งภายในประเทศอิหร่านก็เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน ฝ่ายต่อต้านกับรัฐบาลของประธานาธิบดีโรฮานี มีข้อขัดแย้งกันเด่นชัดยิ่งขึ้น
สำนักข่าวสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านรายงานว่า สมาชิกสภาอิหร่านบางคนร่วมลงชื่อคัดค้านนายโรว์ฮานียกเลิกการซ้อมรบขีปนาวุธประจำปี พร้อมกล่าวหาว่านายโมฮัมหมัด จาวัด ซาริฟ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศอิหร่านขัดขวางผู้เชี่ยวชาญต่างชาติช่วยเหลืออิหร่านในการพัฒนาเทคโนโลยีขีปนาวุธ
อีกทั้ง นายโรฮานีไม่ได้ใช้นโยบายอนุมัติและสนับสนุนกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน ( Iran's Islamic Revolution Guards Corps - IRGC) ในโครงการต่างๆเหมือนกับนาย มะห์มูด อาห์มาดีเนจาด อดีตประธานาธิบดี ทำให้ IRGC ได้ผลประโยชน์น้อยลง
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากรัฐบาลได้รับการสนับสนุนจาก อยาตุลเลาะห์ คาเมนี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน แม้ว่าฝ่ายต่อต้านจะไม่พอใจ แต่ยังไม่กล้าแสดงท่าทีคัดค้านรัฐบาลโรฮานีและนโยบายการเจรจานิวเคลียร์ครั้งนี้อย่างเด่นชัด
Nune/Lr


















