
มณฑลฝูเจี้ยนซึ่งคนไทยเรียกว่า ฮกเกี้ยนเป็นแหล่งปลูกชาที่มีชื่อเสียงทั้งในจีนและต่างประเทศ ชาวฮกเกี้ยนมีประวัติการปลูกชา ผลิตชาและดื่มชาเกือบ 2,000 ปี แล้ว ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่งเมื่อ 1,000 ปีก่อน ใบชาในมณฑลฮกเกี้ยนก็มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศ จึงได้รับการคัดเลือกเป็นเครื่องบรรณาการ สำหรับถวายจักรพรรดิ์
ตั้งแต่สมัยโบราณ ตามภูเขาบางแห่งในฮกเกี้ยน มีต้นชาขึ้นเองตามธรรมชาติ ชาวฮกเกี้ยนจึงมีประเพณีดื่มชากันโดยทั่วไป การดื่มชากลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ส่งผลให้มีการปลูกชาเป็นพื้นที่กว้างขวาง
ชาที่มีชื่อเสียงของมณฑลฝูเจี้ยนมี 2 ชนิด คือ ชาต้าหงผาวจากเมืองอู่อี๋ซานแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นมรดกโลกของจีน และชาเถี่ยกวนอิน สุดยอดชาอูหลงของจีน เป็น 1 ใน 10 ของชาที่มีชื่อเสียงของจีน
ชาเถี่ยกวนอินเป็นชาคุณภาพสูงแต่ปริมาณการผลิตต่ำ คำว่า เถี่ย แปลว่าเหล็ก คำว่า กวนอิน แปลว่า เจ้าแม่กวนอิมที่ชาวไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี เพียงแค่ชื่อก็เป็นเหมือนมนต์สะกดที่ดึงดูดให้ผู้คนทั้งหลายพากันมาลิ้มรสชา ทั้งนี้ ชื่อของชามีที่มาหลากหลาย ซึ่งล้วนเกี่ยวโยงกับสีเหล็กและเจ้าแม่กวนอิมทั้งสิ้น
มีเรื่องหนึ่งเล่ากันว่า คือ เจ้าแม่กวนอิมเสด็จมาเยี่ยมชาวบ้านและให้สาวกไปเก็บชาสวรรค์สีเหล็กบนยอดเขาสูง จึงตั้งชื่อชาสวรรค์สีเหล็กนั้นว่า ชาเถี่ยกวนอิน และอีกเรื่องหนึ่ง เล่าว่า มีชาวบ้านคนหนึ่งออกไปตัดไม้และพบต้นชาประหลาดที่มีสีเขียวและสีเหล็กงามแวววาวอยู่ข้างศาลเจ้าแม่กวนอิม จึงนำกลับมาเพาะพันธุ์ ใบชาจากต้นไม้ประหลาดต้นนั้น จึงตั้งชื่อเป็นชาเถี่ยกวนอิน
อำเภออันซีเมืองเฉวียนโจวมณฑลฮกเกี้ยนซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของชาเถี่ยกวนอินพันธุ์แท้ และได้รับขนานนามว่า อาณาจักรแห่งชา ทุกคนที่อาศัยอยู่ที่นี่ล้วนแล้วแต่มีความสัมพันธ์กับชาทั้งในแง่การผลิตและการบริโภค
การปลูกชาในมณฑลฮกเกี้ยนจะปลูกบนเขาในลักษณะขั้นบันได ผู้คนส่วนใหญ่ล้วนทำการเกษตรผลิตใบชา แม้กระทั่งคุณย่าคุณยายที่สูงอายุ ก็ยังช่วยนั่งคัดใบชาด้วย ถนนหนทางบางเส้นตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นชาอันหอมหวน และเมื่อแวะเวียนไปยังบ้านเรือนของชาวบ้าน แขกผู้มาเยือนสามารถเข้าไปจิบชา และดูกรรมวิธีการผลิตใบชาได้อย่างใกล้ชิดและเป็นกันเอง
นอกจากนี้ ชาวฮกเกี้ยนยังพิถีพิถันอุปกรณ์ชงชาและพิธีชงชา พวกเขาเชื่อว่า กาน้ำชายิ่งใช้นาน ยิ่งมีคุณค่า และน้ำชาจะยิ่งหอม คุณตาคุณยายบอกหลายครั้งแล้วว่า กาน้ำชาที่ใช้มาร้อยปี ไม่ต้องใส่ใบชา ใส่แต่น้ำเปล่าก็มีกลิ่นหอม ทำให้เราต้องเชื่อว่า ชาวฮกเกี้ยนผูกพันกับชาอย่างเหนียวแน่น กาน้ำชาใช้ได้เป็นร้อยร้อยปี สะท้อนให้เห็นว่า ชาเป็นเครื่องดื่มที่ขาดเสียไมได้และมีบทบาทสำคัญต่อชีวิตประจำวัน
ชาวบ้านที่นั่นมีสำนวนที่พูดกันโดยทั่วไปว่า ไม่กินข้าวสามวันได้ แต่ไม่ดื่มชาวันเดียวไม่ได้ หรือว่า อดข้าวได้ อดชาไม่ได้ คนไทยที่ไม่เคยไปคงนึกไม่ออกว่า ชาวฮกเกี้ยนมีความเคยชินดื่มชาถึงขนาดไหน เพราะคนที่นั่นมีความเชื่อว่า วิธีชงชาต้องใช้วิธีการชงแบบ ชากังฟู กังฟูในทีนี้ แปลว่า เวลา หมายความว่า วิธีการชงชาต้องใช้เวลา ซึ่งมีความละเมียดละมัยและประณีตในทุกรายละเอียด จึงทำให้จิตใจสงบผ่องใส และเป็นปัจจัยให้อายุยืน
นอกจากนี้ วิธีชงชายังเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่สะท้อนถึงสุนทรียศาสตร์อันเรียบง่ายและงดงามที่แฝงปรัชญาแห่งชีวิตและฉายให้เห็นความงามในจิตใจ ทำให้การดื่มชามิได้เป็นเพียงการดื่มชา ยังเป็นวัฒนธรรมที่เราสัมผัสได้ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง และใจ
มณฑลฮกเกี้ยนยังมีพิพิธภัณฑ์ชาและสถาบันชาแห่งแรกของโลกอีกด้วย นอกจากรับนักศึกษาชาวจีนแล้ว ยังรับสมัครชาวต่างชาติด้วย วิทยาลัยชาแห่งเดียวในโลกแห่งนี้ จะไม่ได้สอนวิชาภาษาจีนอย่างเดียว แต่จะมีวิชาพิเศษซึ่งจะเป็นวิชาที่เรียนเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมจีนโบราณด้วย และวิชาชงชาก็เป็นวิชาที่น่าสนใจมาก
เพราะว่า วิธีชงชาเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่เรียนง่าย แต่เข้าใจยาก ต้องเรียนรู้วัฒนธรรมชาที่มีความลึกซึ้งเสียก่อน บางคนต้องเรียนดนตรีกู่เจิงด้วย จึงมีอาจารย์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญสอนวิธีชงชาที่ถูกต้องตามหลักศิลปะจีนโบราณ โดยจัดให้เป็นชั่วโมงพิเศษที่สอนให้นักเรียนรู้จักวิธีสงบใจ และรู้สึกตัวทุกขณะ ซึ่งเมื่อสงบจิตใจได้ดีแล้ว ก็จะส่งเสริมให้นักเรียนสามารถไปเรียนในวิชาอื่นได้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากมองชาในแง่เครื่องดื่มก็จะเห็นว่า มีผู้ดื่มมากที่สุดในโลก แต่หากมองในแง่สัญลักษณ์แล้ว อาจเปรียบเสมือนตัวแทนของอารยธรรมและวัฒนธรรมตะวันออกที่เผยแพร่ออกไปทั่วโลก สมควรที่ชาวฮกเกี้ยนซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดดั้งเดิมแห่งหนึ่งของชาจะภาคภูมิใจ


















