เว็บไซต์แห่งหนึ่งของมาเลเซียลงบทความไม่เห็นด้วยกับวิธีการเลี้ยงลูกแบบแม่เสือว่า หากคะแนนสอบเป็นตัวบ่งชี้ถึงความสำเร็จ เหตุใดชาวจีนตั้ง 1,300 ล้านกว่าคน ไม่มีคนไหนประสบความสำเร็จได้เฉกเช่นบิว เกตส์ฺ (Bill Gates) ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ สตีเฟน พอล จอบส์ (Steven Paul Jobs) ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทแอปเปิล แลรี่ เอลลิสัน (Larry Ellision) ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัท Oracle หรือ ไมเคิล เดลล์(Michael Dell)ผู้ก่อตั้งบริษัทผลิตคอมพิวเตอร์พีซีเบอร์สองของโลก ...... และสิ่งที่แปลกแต่จริง คนดังของโลกเหล่านี้ ไม่มีใครเรียนจบมหาวิทยาลัยเลยแม้แต่คนเดียว
บุคคลในแวดวงการศึกษาของจีนก็ยอมรับว่า นักเรียนจีนสามารถทำการบ้านที่ครูสั่งได้อย่างดี ท่องหนังสือเก่ง และมีผลการสอบวิชาคณิตศาสตร์ดี แต่ว่า ขาดความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ
เกี่ยวกับประเด็นวิธีการเลี้ยงลูกแบบแม่เสือ แฟนเน็ตชาวจีนก็แสดงความคิดเห็นมากมาย บางคนเขียนว่า ไม่ว่าการเลี้ยงลูกแบบแม่เสือจะประสบความสำเร็จในสายตาคนทั่วไปได้หรือไม่ ก็ไม่สำคัญ การกดดัน เขี้ยวเข็ญ ทำร้ายจิตใจและศักดิ์ศรีของเด็กเพื่อแลกกับความต้องการและความพึงพอใจของผู้ปกครอง ถึงแม้อาจบังคับให้เด็กที่ไม่มีทางต่อสู้ยอมทำตาม และได้ผลตามที่ผู้ใหญ่ปรารถนา และอย่าลืมนะ การกระทำทารุณกรรมต่อจิตใจเด็ก เป็นการละเมิดสิทธิความเป็นมนุษย์ของเด็ก ความเจ็บปวดและบาดแผลจะอยู่กับเด็กจนโต ทำให้เด็กขาดความมั่นใจและความสดใส การยอมสูญเสียความสุขตลอดช่วงวัยเด็กเพื่อแลกกับคะแนนสอบที่ดีเพียงชั่วคราว กระทั่งอาจทำให้เด็กกลายเป็นผู้ป่วยโรคจิต มันคุ้มค่าหรือ?
เมื่อเร็วๆ นี้ เด็กจีนจำนวนมากมายเคยก่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์พ่อแม่บนอินเตอร์เน็ต ปรากฏว่าเด็กหลายคนกล่าวว่าเกลียดพ่อแม่เข้ากระดูก และเด็กเหล่านี้เกือบทุกคนเคยถูกพ่อแม่ทำร้ายจิตใจด้วยรูปแบบต่างๆ ตอนอายุน้อยมาก เช่น ห้ามทำโน่นทำนี่ ไม่ฟังเหตุผล ไม่แคร์ความรู้สึกของลูก พูดจากระทบกระแทก ประชดเสียดสี และบังคับขู่เข็ญ ซึ่งล้วนเป็นวิธีเดียวกันกับแม่เสือ Amy Chua ผู้เป็นตัวอย่างผู้ปกครองชาวจีนทั่วไป ที่มองข้ามความต้องการและสิทธิประโยชน์ของเด็ก กระทั่งนำประสบการณ์เลี้ยงลูกที่ถูกคนส่วนใหญ่วิพากษ์วิจารณ์ มาสวมหน้ากากแห่งความรักและความรับผิดชอบ อาศัยชื่อเสียงศาสตรจารย์มหาวทิยาลัยเยล หมายจะประยุกต์ให้เป็นแนวคิดที่ทันสมัย และเผยแพร่ไปทั่ว นี่ก็คือความคิดของบรรดาผู้เลี้ยงลูกแบบแม่เสือ
มีผู้ปกครองชาวจีนบางคนเห็นว่า วิธีการเลี้ยงลูกแบบแม่เสือ จริงๆ แล้วเป็นประเพณีของชาวจีนแต่โบราณ ซึ่งไม่มีอะไรแปลกใหม่ เพียงแต่ว่า Amy Chua ได้ตั้งความหวังสูงกว่าและเข้มงวดกว่าแม่ชาวจีนทั่วไป การบังคับลูกเรียนคอร์สกวดวิชาต่างๆ กำลังเป็นที่นิยมของคุณแม่ชาวจีน ซึ่งก็ไม่ต่างกับ Amy Chua มากเท่าไหร่
ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาของจีนเห็นว่า วิธีการเลี้ยงลูกแบบแม่เสือเป็นตัวแทนความคิดด้านการศึกษาแบบโบราณของจีน ไม่ใช่ความคิดสมัยใหม่ การเลี้ยงลูกแบบทั้งด่าทั้งตี เป็นวิธีการเลี้ยงลูกแบบโบราณ ประเทศตะวันตกก็เคยใช้วิธีนี้มาก่อน แต่สังคมยุคใหม่ค่อยๆ ทิ้งไป และใช้ความคิดประชาธิปไตยมาแทนที่ การเลี้ยงลูกโดยใช้วิธีลงโทษเป็นหลัก ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมตะวันตก การปะทะที่เกิดจากวิธีการเลี้ยงลูกที่ขัดแย้งกันระหว่างตะวันตกกับตะวันออกจึงย่อมจะเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา การเลี้ยงลูกแบบแม่เสือไม่เหมาะกับสังคมสมัยใหม่แล้ว ควรส่งเสริมการเลี้ยงลูกแบบประชาธิปไตย พยายามอบรมบุคลากรที่มีความคิดสร้างสรรค์
ที่จริงชาวเอเซียก็ใช่ว่าจะเห็นด้วยกับการเลี้ยงลูกของฝรั่งทุกประการ เช่นการยอมให้เด็กๆ เล่น Facebook เป็นชั่วโมงๆ หรือเอาเวลาไปทิ้งกับการดูทีวี หรือเกมคอมพิวเตอร์ ไม่เตรียมการสำหรับอนาคตที่โหดร้ายขึ้นทุกวัน แต่ส่วนใหญ่เห็นว่า การกระทำของ Amy Chua อาจจะเหมาะกับลูกของเธอ แต่ไม่เหมาะกับเด็กทุกคน และเห็นว่า หนังสือนี้ถ้ามาขายในเอเซียอาจจะไม่มีคนสนใจเพราะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรสำหรับชาวเอเซีย
ในขณะที่ชาวตะวันออกพยายามจะเลี้ยงลูกหรือให้การศึกษาเด็กแบบฝรั่ง ฝรั่งส่วนหนึ่งกลับกำลังจะทำตรงกันข้าม การสำรวจความคิดเห็นของผู้ปกครองชาวอเมริกันได้ผลน่าคิด ปรากฏว่า มีประมาณ 60% เห็นด้วยกับวิธีการเลี้ยงลูกของ Amy Chua ซึ่งคาดว่า น่าจะเอาเรื่องนี้ไปเปรียบเทียบหรือเกี่ยวโยงถึงการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนกันสหรัฐฯ ทำให้ชาวอเมริกันเริ่มคิดข้อดีข้อเสียของระบบการศึกษาที่แตกต่างกันของทั้งสองประเทศ จนวิตกกังวลกับอนาคตของประเทศตน


















