เพราะฉะนั้น แล้วสถาบันขงจื่อคงไม่ใช่มีหน้าที่สอนแต่ภาษาจีนอย่างเดียว การที่ได้รับรางวัลก็ต้องถือว่า เราเป็นส่วนหนึ่ง แม้จะน้อยก็ตาม แต่ก็ช่วยให้คนได้รู้จักจีน แล้วการที่จะได้รู้จักกันจริงๆ เนี่ย ถ้าไม่ได้ภาษาก็จะไม่ได้ ไม่รู้จักกันจริง ถ้าพูดกันไม่รู้เรื่อง ถ้าพูดกันรู้เรื่องเมื่อไรเนี่ย ก็จะเกิดความรู้สึกว่า เอ๊ะ เป็นคนชาติเดียวกัน
ก็เหมือนกับเวลาคนไทยเห็นคนจีนพูดภาษาไทย ก็จะบอกว่า อ๊อ พูดภาษาไทยได้หรือ ก็มีความรู้สึกว่าเป็นคนไทย อย่างเดียวกันเลย คิดว่าคนจีนก็เหมือนกันนะ เห็นคนไทยพูดจีนนะ ก็ อ๊อ พูดจีนได้หรือ เอ๊ะ เป็นคนจีน ใช่หรือเปล่า
คือ คนเราสามารถบ่ง บ่งบอกความเป็นเพื่อนกัน หรือว่า เป็นญาติกันได้ ด้วยภาษานะ ภาษาไทยก็มีบอกใช่ไหมว่า "สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อตระกูล" ใช่หรือเปล่า คือ ภาษาเป็นส่วนที่จะบอกกับเรา บอกคนอื่นว่าเราเป็นใคร ใช่ไหม พอคนไทยพูดภาษาจีน คนจีนทำไมคิดว่าคนไทยเหมือนคนจีน ก็เพราะว่าภาษาเป็นตัวที่สื่อวัฒนธรรม เวลาที่เรียนภาษาจีน ตัวอย่าง ประโยคก็ดี อะไรก็ดี บทที่อ่านก็ดี มันเป็นเรื่องจีน มันก็ต้องมีความเป็นจีนเข้าไปอยู่ในความคิด ก็คิดอย่างจีนได้ ก็ต้องเป็นคนจีน ถูกหรือเปล่า

หนังสือแนะนำสถาบันขงจื่อจุฬาฯ และกระเป๋าสถาบันขงจื่อจุฬาฯ ที่ตั้งโชว์ในงาน
ผู้สื่อข่าว: ค่ะ ถูกต้อง ขอถามว่า "บุคคลดีเด่น" ทั้งหมดมีกี่รางวัล และมีกี่คนคะ
อ.ประพจน์: อันนี้ต้องให้อาจาร์ฟู่ตอบ
ผู้สื่อข่าว: อ้อ ใช่ ขอถามอาจารย์ฟู่ว่า สนับสนุนช่วยอาจารย์ประพจน์ขึ้นมาเป็น "บุคคลดีเด่น" ได้ยังไง
อ.ฟู่: อาจารย์ประพจน์ทำดีแล้ว ไม่ต้องหนุนช่วย
อ.ประพจน์: อาจารย์ฟู่แหละเป็นผู้เสนอชื่อ
ผู้สื่อข่าว: อ๋อ เสนอชื่อเพียงรายเดียว ประเทศละคน ใช่ไหม
อ.ฟู่: ใช่ สถาบันขงจื่อเสนอท่านเดียว
ผู้สื่อข่าว: ให้แต่ละประเทศเสนอหนึ่งชื่อ ใช่ไหม
อ.ฟู่: ก็อยู่ที่เราคิดว่าเหมาะสมครับ ทั่วประเทศไทยก็ 1 ท่าน อย่างปีที่แล้วก็มี 1 คน ปีที่แล้ว "บุคคลดีเด่น" เป็นคนจีน เป็นผ.อ.สถาบันขงจื่อฝ่ายจีน
อ.ประพจน์: อาจารย์ฟู่ก็น่าจะได้ "บุคคลดีเด่น" เพราะถ้าไม่ได้อาจารย์ฟู่ สถาบันขงจื่อของจุฬาฯ คงไม่ได้ทำงานมากขนาดนี้


















