ผมว่า เรื่องที่จะต้องทำอีกเรื่องหนึ่งคือ ทำตำรา ขณะนี้เรากำลังทำพจนานุกรมจีน-ไทย เพราะมองไปข้างหน้า คนที่เรียนภาษาจีน เรียนกับครูในห้องเรียนยังไม่พอ ต้องมีหนังสือคู่มือ ดังนั้นเราทำพจนานุกรมให้ผู้เรียน อันนี้เป็นงานหนัก เรายังจะทำตำราเรียนภาษาจีนให้คนไทย ตำราเรียนภาษาจีนมีมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นของคนจีนที่แต่งขึ้นในประเทศจีน แต่สำหรับคนไทยเฉพาะยังมีน้อย เมื่อก่อนมีบ้าง แต่ล้วนแต่งขึ้นมาเมื่อ 20 -30 ปีก่อน แต่ว่าภาษาจะพัฒนาไปตามสังคม เลยต้องทำตำราใหม่
อ.ประพจน์ แล้วยังมีอีกอันหนึ่งก็คือ อบรมภาษาไทยให้อาจารย์จีนด้วย เมื่อเริ่มแรกจะไม่รู้เรื่องกัน จำเป็นที่อาจารย์จีนต้องรู้ภาษาไทยด้วย
อ.ฟู่ เดี๋ยวนี้สถาบันขงจื่อมีโครงการอบรมภาษาไทยให้อาจารย์ประจำสถาบันขงจื่ออยู่แล้ว ในเดือนมกราคมปีหน้า มีอาจารย์จีน 8 ท่านไปเรียนที่จุฬาฯ ทางอธิการบดีจุฬาฯ และคณะบดีคณะอักษรศาสตร์จุฬาฯ ต่างก็ให้ความสำคัญ ได้เตรียมครูผู้สอนและห้องเรียนโดยเฉพาะ ผมปรึกษากับฝ่ายไทยแล้ว สถาบันขงจื่อจุฬาฯ นอกจากจะอบรมภาษาจีนให้ครูไทยแล้ว ยังต้องให้การอบรมภาษาไทยให้ครูจีนด้วย
หนังสือ "เพลินกับภาษาจีน" ฉบับภาษาไทย เปิดตัวในงาน "นิทรรศการทรัพยากรสถาบันขงจื่อ และ นิทรรศการภาษานานาชาติ"
ผลงานทางวิชาการ
ผู้สื่อข่าว ขอความกรุณาอ.ประพจน์แนะนำผลงานทางวิชาการอย่างคร่าว ๆ ค่ะ
อ.ประพจน์ จริง ๆ แล้ว ตอนที่เรียนปริญญาเอก เรียนเรื่องเกี่ยวกับ
พุทธศาสนาโดยตรง เรียนที่มหาวิทยาลัยเบิร์กลี่สหรัฐฯ เกี่ยวกับตัวบท และมีการเปรียบเทียบตัวบท ลักษณะพิเศษของพุทธศาสนาคือ คัมภีร์เดิมเป็นภาษาอินเดียก็มีมากอยู่แล้ว ทางฝ่ายจีนก็มีคนไปสืบศาสนา มีพระฝาเสี่ยนและพระเสียนจ้าง เป็นต้น หลายครั้งหลายคราว แล้วมีคนเอเชียกลางไปเอาต้นฉบับมาด้วย ภาษาจีนต้องยอมรับว่าวัฒนธรรมทางภาษาแข็ง เพราะฉะนั้นจึงต้องการจะแปล
ความร่ำรวยทางคัมภีร์พุทธศาสนาในจีนมีมาก เพราะว่ามีการไปสืบศาสนาหลายหน มีคัมภีร์อธิบายความ และมีคัมภีร์ที่งอกออกมาหลายฉบับ คัมภีร์ใหม่ต่าง ๆ ซึ่งทางไทย คัมภีร์ทางบาลีปิดฉบับเร็ว ก็มีสายอยู่ในสายบาลีหรือคัมภีสายบาลีก็มีอยู่ แต่ไม่เยอะเท่าคัมภีร์ของจีน จีนได้คัมภีร์จากจารึกภาษาอินเดียต่าง ๆ เข้าไปเยอะ ตอนหลังเป็นภาษาสันสกฤต ก็ได้อีกเยอะ เวลาที่จะเรียนตัวบทต่าง ๆ ถ้าอยากจะรู้ว่าวิวัฒนการเป็นอย่างไร คือบางคัมภีร์ไม่ได้หยุด ๆ นิ่ง ๆ จริงอยู่ บางฉบับอาจจะปิดฉบับเรียบร้อยเร็ว แต่บางฉบับยังงอกออกมาไปอีกเยอะ อาจจะเอานี่เอาโน่นเข้ามาอีกเยอะ ก็มีการเก็บไว้เป็นภาษาจีนจำนวนมาก
เรื่องการแปลที่ว่าไม่ตรง อาจจะไม่ตรงได้หลายแบบ อาจจะไม่ตรงเรื่องศัพท์ เพราะว่าไม่รู้ว่าจะแปลว่าอย่างไร บางทีแปลก็ไปยืมมาจากลัทธิเต๋ามาใช้ เพราะว่าอาจจะใกล้เคียงมาก แต่ตอนหลังก็พยายามคิดศัพท์ บางตัวก็ทับศัพท์ ก้คือเลียนเสียงอ่านไป แต่ว่าเวลาทับศัพท์ก็ต้องทับศัพท์ด้วยภาษาจีนเหมือนกัน เช่นคำว่า "ฝูถี" ที่แรกไม่มี บางทีทำให้รู้ว่า ได้คัมภีร์นั้นจากภาษาอะไรในอินเดีย อาจจะไม่ใช่สันสกฤตก็ได้ อย่างเช่น "บานลั่ว" ไม่ใช่ได้มาจากปราชญา ต้องได้มาจากปันนาหรือปัญญา ซึ่งเป็นรูปภาษาสันสกฤต แล้วแต่กรณี บางทีสามารถบอกว่าเรียนภาษาจีนจากคัมภีร์พุทธก็ได้ ก็จะรู้ว่าเสียงเดิมออกเสียงอย่างไร อย่างคำว่า โฝว เสียงเดิมไม่ใช่เสียงโฝว เสียงสันสกฤตเป็นพุทธะ ต้องมีตัวสะกัดอยู่ ภาษาญี่ปุ่นที่รับไปจากจีนทีแรกก็เรียกว่า พุทธะ แสดงว่าภาษาจีนแต่เดิมมีตัวสะกด บางที่ก็เรียนภาษาจีนโบราณจากคัมภีร์พุทธศาสนาก็ได้ แต่ว่าคัมภีร์มันเหมือน ๆ กัน ที่เก็บไว้ในทิเบตก็มี บางทีก็เอามาเทียบกันได้ เช่น ช่วยให้เราได้ความรู้ต่าง ๆ มากขึ้น


















