เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นจัดการประชุมการป้องกันความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเข้าร่วม โดยได้ผ่านนโยบายเกี่ยวกับการส่งออกอาวุธป้องกันตนเอง 3 ประการ เพื่อใช้แทนนโยบายการส่งออกอาวุธฉบับเก่า นโยบายฉบับใหม่ระบุว่า ญี่ปุ่นจะไม่ส่งออกอาวุธป้องกันตนเองกับฝ่ายที่ทำลายสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศอย่างชัดเจน เร่งพิจารณาตรวจสอบและจำกัดการส่งออกอย่างเข้มงวด และฝ่ายที่นำเข้าอาวุธป้องกันตนเองจากญี่ปุ่นหากจะใช้นอกเหนือจากเป้าหมายที่กำหนดไว้เดิมหรือส่งออกกับฝ่ายที่ 3 ต้องได้รับความเห็นชอบจากญี่ปุ่นก่อนและอยู่ภายใต้การบริหารของญี่ปุ่น
ตามนโยบายเกี่ยวกับการส่งออกอาวุธป้องกันตนเองฉบับใหม่นี้ รัฐบาลญี่ปุ่นจะพิจารณาจากความมั่นคงของประเทศและความต้องการด้านความร่วมมือระหว่างประเทศก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะส่งออกอาวุธป้องกันตนเองหรือไม่
นโยบายการส่งออกอาวุธเป็นโยบายที่รัฐบาลนายชินโซ อาเบะชูธงลัทธิสันติภาพแต่ความจริงเป็นนโยบายการขายอาวุธ เมื่อเดือนธันวาคม รัฐบาลญี่ปุ่นได้กำหนดยุทธศาสตร์ป้องกันความมั่นคงแห่งชาติ โดยผ่านกองกำลังป้องกันตนเองสามารถใช้อาวุธหนักอย่างมีประสิทธิภาพและเสนออาวุธแก่ประเทศประสบภัยจะสามารถส่งเสริมความร่วมมือมากขึ้น ส่วนแผนการป้องกันตนเองฉบับใหม่ระบุว่า ญี่ปุ่นให้การสนับสนุนประเทศริมฝั่งทะเลที่เป็นเส้นทางทางทะเลที่สำคัญเพิ่มความสามารถด้านการป้องกันตนเองทางทะเล
สาเหตุที่รัฐบาลญี่ปุ่นเร่งออกนโยบายเกี่ยวกับการส่งออกอาวุธป้องกันตนเองฉบับใหม่นี้ เนื่องจากต้องการส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตอาวุธ เพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองกำลังป้องกันตนเอง นโยบายเก่าได้จำกัดตลาดอาวุธของญี่ปุ่น ทำให้ต้นทุนการสั่งซื้อและรักษาอาวุธสูงมาก ดังนั้น วงการอุตสาหกรรมการผลิตอาวุธญี่ปุ่นจึงถือว่านโยบายฉบับเก่าเป็นการจำกัดการพัฒนาตลาดอาวุธของญี่ปุ่นมากที่สุด จึงเรียกร้องเป็นเวลานานให้รัฐบาลญี่ปุ่นผ่อนปรนข้อจำกัด
In/kt


















