ด้วยการพัฒนามาเป็นเวลากว่า 30 ปีตั้งแต่จีนดำเนินการปฏิรูปและเปิดประเทศมา ตำบลชื่อหนีได้พัฒนาขึ้นเป็นตำบลสำคัญที่มีความเจริญทั้งเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว ปี 2014 มวลรวมการผลิตของทั้งตำบลมีประมาณ 2,263 ล้านหยวน ขยายตัวร้อยละ 8 ขณะที่รายได้จากการจัดเก็บภาษีกว่า 158.73 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.21 ส่วนยอดการนำเข้า-ส่งออกมีกว่า 41.99 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เติบโตร้อยละ 6.94 แนวโน้มการพัฒนาโดยรวมนับว่าสูงกว่าอัตราเฉลี่ยของประเทศ ปฏิบัติได้ผลจริงตามนโยบายการสร้างเมืองแบบใหม่ และส่งเสริมการเกษตรที่ทันสมัย
ด้านการเกษตรนั้น ตำบลชื่อหนีได้ปฏิบัติตาม "66 มาตรการในการอำนวยประโยชน์แก่เกษตรกร" ซึ่งเป็นข้อกำหนดของเมืองกว่างโจว และ "24 มาตรการในการส่งเสริมเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่ม" ซึ่งเป็นข้อกำหนดของเขตฮวาตู โดยได้นำเข้าข้าวพันธุ์ใหม่ ซึ่งเป็นข้าวนาดำ ตรวจสอบคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร และจัดตั้งสหกรณ์กล้าไม้เพื่อพื้นที่สีเขียวระดับมืออาชีพ 5 แห่ง เช่น บอนไซรุ่ยหลิ่ง (瑞岭盆景) ตลอดจนส่งเสริมโครงการไร่นาสวนผสม โครงการชลประทาน โครงการบำบัดน้ำเสียจากครัวเรือนในพื้นที่ชนบท และโครงการอื่นๆ รวม 62 โครงการ ปัจจัยการผลิตและการใช้ชีวิตในชนบทได้รับการปรับปรุงดีขึ้นมาก ทำให้ตำบลชื่อหนีน่าอยู่และน่าเที่ยวมากขึ้น ปี 2014 รายได้เฉลี่ยต่อหัวของชาวชนบทเพิ่มขึ้นเป็น 13,876 หยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ซึ่งสูงกว่าอัตราเฉลี่ยของชาวชนบททั่วประเทศมาก

บอนไซรุ่ยหลิ่ง ตำบลชื่อหนี มรดกวัฒนธรรมวิถีชนที่มีชื่อเสียง
บอนไซรุ่ยหลิ่งเป็นมรดกวัฒนธรรมวิถีชนที่มีชื่อเสียง บอนไซนั้นรูปร่างหลากหลายงามตา เหมาะสำหรับการประดับบ้าน ทั้งหน้าประตู ห้องรับแขก และห้องนอน ตลอดจนที่ทำงาน โรงแรม ภัตตาคาร และสวน เมื่อปี ค.ศ.1986 "บอนไซจิ๋วหลี่เซียง" หรือ "บอนไซหอมพันลี้" จากหมู่บ้านรุ่ยหลิ่ง เคยถูกจัดเป็นของขวัญระดับชาติและนำไปถวายแด่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักรขณะเสด็จเยือนจีน ปัจจุบัน ที่ตำบลชื่อหนีมีพื้นที่ปลูกกล้าบอนไซกว่า 20,000 หมู่ (ราว 8,300 ไร่) รายได้การจำหน่ายกว่า 200 ล้านหยวน (ราว 1,000 ล้านบาท) ต่อปี กลายเป็นสีสันใหม่ของการเกษตรที่มีเอกลักษณ์ของท้องถิ่น
(IN/LING)


















