
การแอบขุดสุสานหาสมบัติมีเกิดขึ้นในจีนมาแต่โบราณแล้ว แม้ในปัจจุบันก็ยังมีอยู่ (แต่เป็นการผิดกฎหมาย) ซึ่งในสมัยก่อน การขโมยขุดสุสานโบราณไม่ใช่ทำไปเพราะความสนุกคึกคะนอง หากแต่แฝงไว้ด้วยความลี้ลับ และเป็นศาสตร์โบราณอีกแขนงที่น่าศึกษาค้นคว้า
จีนมีนวนิยายผจญภัยลึกลับเกี่ยวกับการขุดสุสานเรื่องหนึ่ง ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากมีผู้อ่านทั่วประเทศ จนสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์ของไทยได้ขอลิขสิทธิ์ไปแปล และตีพิมพ์จัดจำหน่ายในไทยแล้วในชื่อว่า "คนขุดสุดสาน"
"กุ่ยชุยเติง (คนขุดสุสาน)" มีความยาวทั้งหมด 8 เล่ม เป็นผลงานของนักเขียนจีนแผ่นดินใหญ่ที่ใช้นามปากกาว่า "เทียนเซี่ยป้าชั่ง" (ชื่อจริงคือ จาง มู่เหยี่ย) โดยเขาเริ่มเขียนนวนิยายเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 2006 ลงในเว็บไซต์ "เทียนหยา" ซึ่งเป็นเว็บไซต์บีบีเอสชื่อดังของจีน ปรากฏว่า ได้รับการติดตามและชื่นชอบจากผู้ใช้อินเตอร์เน็ตอย่างมาก และปีเดียวกันนั้นก็ได้ออกเป็นเล่มในชื่อ "เมืองโบราณกลางทะเลทราย" ซึ่งทันทีที่วางจำหน่ายก็ติดอันดับหนังสือขายดีในจีน กลายเป็นสุดยอดนวนิยายที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่ จนมีนักเขียนอีกจำนวนไม่น้อยที่วางโครงเรื่องแนวผจญภัยแบบขุดสุสานโบราณล่าสมบัติและพิมพ์ออกวางจำหน่ายตามอย่าง ที่สำคัญได้รับความสนใจจากผู้อ่านไม่น้อยเช่นกัน แต่ยังไม่มีเรื่องไหนมียอดจำหน่ายสูงเท่ากับงานของ "เทียนเซี่ยป้าชั่ง" ทั้งในแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และไต้หวัน

การขโมยขุดสุสานนับเป็นศาสตร์แขนงหนึ่ง ที่เหมือนการทำลายล้างชนชั้นสูงศักดิ์ในยุคโบราณ เพราะตอนสร้างสุสานมีการพยายามทุกวิถีทางเพื่อป้องกันขโมย โดยเฉพาะสุสานฮ่องเต้ในราชวงศ์ชิง สามารถพูดได้ว่า นำสุดยอดวิชากลไกป้องกันขโมยขุดสุสานมารวมไว้เป็นหนึ่ง
แต่เมื่อถึงปัจจุบัน ปัญหาที่ยากยิ่งกว่าการขุด ก็คือการค้นหาสุสานโบราณ หากต้องการพบสุสานที่ถูกฝังและไม่มีสัญลักษณ์บ่งบอกใดๆ ก็จำต้องใช้เทคนิคและเครื่องมือพิเศษ บ้างก็สืบหาข้อมูลจากเอกสารประวัติศาสตร์ แต่ยังมีคนกลุ่มเล็กๆ อีกกลุ่มหนึ่งที่อาศัยศาสตร์ดูฮวงจุ้ยช่วยค้นหาจุดที่ตั้งสุสาน ที่เรียกกันว่า "โมจินเสี้ยวเว่ย"

ตัวละครเอกของนวนิยายเรื่องนี้ก็อยู่ในกลุ่มหลังนี้ พวกเขาออกเดินทางไปทั่วทุกสารทิศ ประสบพบพานเรื่องราวแปลกพิสดารมากมาย แต่ละอย่างล้วนสุดอัศจรรย์ ชวนติดตามเป็นอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ ในหนังสือยังได้เอ่ยถึงเทคนิคและเครื่องมือต่างๆ ในการหาและขุดสุสาน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากเรื่องเล่าที่สืบทอดมาตั้งแต่โบราณ อีกส่วนหนึ่งมาจากจินตนาการของผู้เขียนเอง เช่น ชื่อของหนังสือชุดนี้ชื่อว่า "กุ่ยชุยเติง" ถ้าแปลตรงๆ ก็คือ "ผีเป่าเทียน" ซึ่งหมายถึงวิธีทดสอบสำคัญที่ช่วยตัดสินว่า จะเปิดโลงศพในสุสานได้หรือไม่ โดยเชื่อกันว่า ก่อนเปิดโลงนั้นต้องจุดเทียนในมุมทิศตะวันออกเฉียงใต้ของห้องสุสานก่อน ถ้าเทียนดับก็แสดงว่า เจ้าของสุสาน(โลงศพ)ไม่อนุญาตให้เปิด ผู้แอบขุดต้องคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่หยิบมาทิ้งไว้ที่นี่ ห้ามเอาออกไปเด็ดขาด มิฉะนั้นจะเกิดเหตุร้ายเป็นอันตรายถึงชีวิต

ปัจจุบัน นวนิยายเรื่อง "กุ่ยชุยเติง" ที่จีนยังมีออกเป็นฉบับการ์ตูนและยังได้รับการแปลเป็นภาษาเกาหลีและภาษาญี่ปุ่นแล้ว รวมถึงทำเป็นเกมส์ออนไลน์ด้วย
นับจากเริ่มมีการเผยแพร่งานเขียนบนอินเตอร์เน็ตเป็นครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน ได้ผ่านมาเป็นเวลาเกือบ 10 ปีแล้ว แต่หนังสือชุดนี้ก็ยังได้รับความนิยมอย่างไม่เสื่อมคลาย โดยเฉพาะเมื่อเดือนธันวาคมปี 2015 ที่ผ่านมา นวนิยายเรื่อง "กุ่ยชุยเติง" ที่ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อ "The Ghouls" หรือ "Mojin-The Lost Legend" และออกฉายทั่วประเทศจีนในรูปแบบ IMAX-3D ด้วย ปัจจุบันได้ทำรายได้เกือบ 1,700 ล้านหยวนแล้ว ทำสถิติอยู่อันดับ 2 ของภาพยนตร์จีนในประวัติศาสตร์ ซึ่งอันดับแรกเป็นเรื่อง Monster Hunt (2015) และอันดับที่สามคือเรื่อง Lost in Hong Kong (2015)
Yim/Ldan


















